posttoday
เบี้ยหมาก

เบี้ยหมาก

08 มิถุนายน 2555

“ในชะตากรรมของประเทศชาติ มีชะตากรรมของบุคคล” กล่าวโดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

“ในชะตากรรมของประเทศชาติ มีชะตากรรมของบุคคล” กล่าวโดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

ช่วงที่ผมเป็นนิสิตเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณูปการสำคัญอย่างหนึ่งที่ผมได้ คือ การได้เรียนแนวทางเศรษฐศาสตร์การเมืองกับอาจารย์เศรษฐศาสตร์การเมืองหลายๆ ท่าน ซึ่งตอนนั้น (2539) ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีงานวิจัยด้านเศรษฐกิจ การเมืองไทย ดีเยี่ยมหลายชิ้น เช่น เรื่อง หวย ซ่อง บ่อน ยาบ้า คอร์รัปชัน ฯลฯ ซึ่งนำไปสู่ประเด็นให้สังคมหาทางแก้ไขและตระหนักถึงปัญหา

แนวคิดเบื้องต้นของเศรษฐศาสตร์การเมือง จะเริ่มต้นด้วยการศึกษากลุ่มผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปชนชั้น องค์กร หรือบุคคล และเริ่มต้นพิจารณาความสัมพันธ์ของกลุ่มผลประโยชน์ว่าเป็นในลักษณะรูปแบบใด อย่างไรก็ตาม บทบาทของชนชั้น/กลุ่มผลประโยชน์หนึ่งที่ไม่ได้พิจารณาในเชิงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง และสร้างความสะเทือนใจให้กับผมเสมอ คือ กลุ่มที่ผมเรียกว่า “เบี้ยหมาก” ซึ่งในความคิดของผมหมายถึง กลุ่มคนธรรมดาที่ไม่ได้มีบทบาทหรือผลประโยชน์ระดับนำอะไรที่ชัดเจนหรือสลักสำคัญนัก

แต่พวกนี้ไม่ว่าสังคมแบบใด มักจะเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดในสังคมแบบต่างๆ ถ้าในกองทัพ พวกนี้คือ “ทหารเลว” ในองค์กรธุรกิจ พวกนี้คือ พนักงานระดับล่าง เป็นต้น แต่คำจำกัดความที่ดีและน่าจะตรงประเด็นกว่าสำหรับผม คือ “เครื่องมือราคาถูกที่สุดสำหรับชนชั้นปกครอง” หรือในเกมหมากรุก คือ “เบี้ยหมาก” ที่ผู้เล่นสามารถสละเบี้ยหมากกับตัวเล่นตรงข้ามที่มีความสำคัญกว่า เช่น หมากรุกไทย คือ เอาเบี้ยหมากแลกกับเรือ ม้า ของฝ่ายตรงข้าม เป็นต้น ถ้าเป็นหมากรุกฝรั่ง คือ เบี้ยหมากไปแลกกับม้า หรือบิชอป

ในสายตาของ “ผู้เล่นหมากรุก” หรือ “ชนชั้นปกครอง” นั้น “เบี้ยหมาก” เป็นผู้เล่นที่ไม่มีค่าอันใดนัก และสามารถสละทิ้งได้เสมอถ้าผู้เล่นบรรลุประโยชน์ ดังตัวอย่างในช่วงสงครามเย็น มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงมากระหว่างโลกเสรี อันมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ กับโลกสังคมนิยม อันมีสหภาพโซเวียตและจีนเป็นแกนนำ ในภาวะนั้นมีความแตกต่างทางอุดมการณ์อย่างสุดขั้ว เบี้ยหมาก คือ มวลชน ปัญญาชน แต่ละฝ่ายถูกปลุกเร้าทางอุดมการณ์อย่างสูง ให้สละได้ทุกอย่างเพื่ออุดมการณ์

เมื่อโลกสังคมนิยมมีการแตกขั้วกันระหว่างสหภาพโซเวียตและจีน ผลคือในกรณีไทยนำไปสู่การเป็นพันธมิตรกันระหว่างรัฐบาลทหารไทยและจีนเพื่อปิดล้อมสหภาพโซเวียต ซึ่งมีเวียดนาม เขมร และลาว เป็นรัฐบริวาร ในตอนนั้นนักศึกษาไทยที่เข้าป่าเพื่อทำ “สงครามประชาชน” ต่อสู้เปลี่ยนแปลงทางสังคมตามอุดมการณ์ต่างก็พบกับความสับสน เมื่อรัฐบาลจีนที่เป็นแหล่งอุปถัมภ์ในการต่อสู้ของตน กลับตัดสายสัมพันธ์และความช่วยเหลือกับพวกตน มิหนำซ้ำรัฐบาลจีนยังกระชับความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารไทยและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามนักศึกษาในป่าในการร่วมมือกับเขมรแดงต่อสู้กับรัฐบาลเขมร อันมีเวียดนามเป็นผู้สนับสนุนอยู่ข้างหลัง

ความผันแปรทางการเมืองระหว่างประเทศที่ชนชั้นนำของแต่ละฝ่ายสามารถจับมือกันได้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากสำหรับ “เบี้ยหมาก” เพราะขัดกับความเชื่อเรื่องอุดมการณ์ของตน เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ “เบี้ยหมาก” ไม่ว่าจะมีการศึกษาสูงเพียงใดจะไม่เข้าใจใน “ภาพรวมของสถานการณ์” ยิ่งไปกว่านั้น ไม่เข้าใจเรื่อง “ผลประโยชน์ของชนชั้นปกครอง” ซึ่งมีแก่นอยู่ที่ว่า “ขอเพียงผลประโยชน์ร่วมกันได้ ชนชั้นปกครองที่เป็นขั้วตรงข้ามกันก็พร้อมจับมือกันและทอดทิ้งหรือกำจัดเบี้ยหมากฝ่ายตนที่ขัดขวางอย่างไม่ไยดี”

การต่อสู้ใดๆ ของกลุ่มผลประโยชน์แต่ละกลุ่ม มักต้องใช้เบี้ยหมากด้วยต้นทุนต่ำที่สุด คือ การนำอุดมการณ์และหลักการอันสูงส่งมาหลอกล่อและนำเสนอปลุกเร้าระดมเพื่อให้เบี้ยหมากอุทิศทรัพยากร ชีวิต เพื่อรับใช้อุดมการณ์/หลักการสูงส่งอันนั้น และเมื่อชนชั้นปกครองฝ่ายใดชนะ หรือตกลงผลประโยชน์กับชนชั้นปกครองตรงข้ามได้ จะนำทรัพยากร/ผลประโยชน์ไปแบ่งสรรกับผู้เล่นที่มีความสำคัญกว่าในฝ่ายตน และทอดทิ้งเบี้ยหมากแต่ละฝ่ายให้แบกรับภาระทรัพย์สิน อวัยวะ และชีวิตในการต่อสู้ไปแทน

ผมเองอยากจะถามบุคคลที่ผมเคารพหลายคนเหมือนกันว่า รู้สึกอย่างไรที่ได้อุทิศชีวิตตนเองในวัยหนุ่มในการเข้าร่วมกับอีกฝ่ายเพื่ออุดมการณ์ของตนเอง ก่อนที่จะพบว่าที่สุดตนเองถูกทอดทิ้งเมื่อ “ชนชั้นปกครองฝ่ายตน” สมประโยชน์กับฝ่ายตรงข้ามได้

บางห้วงยาม เมื่อมองไปที่พัฒนาการเศรษฐกิจของประเทศจีนซึ่งเดินตามแนวทางทุนนิยมกลไกตลาดอย่างเต็มที่ ผมอดนึกถึงปัญญาชนและมวลชนมหาศาลของจีนในอดีตที่อุทิศชีวิตตนเองในการสร้างสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร ถ้าเขาได้เห็นจีนในปัจจุบัน และถ้าพวกเขาเหล่านี้มีญาณรู้ว่าผลการต่อสู้ในอนาคตจะนำพาจีนให้อยู่บนเส้นทางทุนนิยม อันเป็นภาวะตรงข้ามของอุดมการณ์ พวกเขายังจะอุทิศตนเพื่ออุดมการณ์นั้นหรือไม่

นี่คือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่น่าสลดเสมอสำหรับเบี้ยหมาก เพราะไม่เคยมีแกนนำ ผู้เล่น หรือชนชั้นปกครองนำตนเองหรือบุตรหลานลงไปทำการรบภาคสนามหรือปฏิบัติการโดยตรง หน้าที่ของชนชั้นปกครอง คือ การวางหมากแลกหมากเพื่อผลประโยชน์ และหมากที่ไร้ค่าที่สุดคือ “เบี้ยหมาก”

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน