
ศึกอัลตราบุ๊กกว่า 100 โมเดล บูมตลาด
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
อินเทล คอร์ปอเรชั่น ประกาศเปิดตัวอัลตราบุ๊ก เฟส 2 พร้อมชิปประมวลผล อินเทล คอร์โปรเซสเซอร์ เจน 3 ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี 22 นาโนเมตร หรือรหัสเดิม ไอวีบริดจ์ นี่คือจุดเริ่มต้นการปฏิวัติวงการโน้ตบุ๊กให้มีสีสันทางการแข่งขันมากขึ้น งานนี้อินเทลกระโดดเข้าร่วมวงการผลิต โดยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการออกแบบ ผลิต เนื่องจากเป็นผู้กำหนดมาตรฐานความเป็นอัลตราบุ๊กไว้อย่างชัดเจน และด้วยการใช้เทคโนโลยี 22 นาโนเมตร ทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้น 22% คุณสมบัติเบื้องต้น คือ จากโหมดสลีฟ (Sleep) ต้องกลับมาใช้งานได้ภายในเวลาไม่เกิน 7 วินาที มีระบบเชื่อมต่อความเร็วสูงยูเอสบี 3.0
ขณะที่คุณสมบัติตัวเครื่องต้องมีความหนาไม่เกิน 18 มม. สำหรับรุ่นที่หน้าจอต่ำกว่า 14 นิ้ว และความหนาไม่เกิน 21 มม. สำหรับรุ่นหน้าจอกว้างกว่า 14 นิ้ว อายุการใช้งานแบตเตอรี่ไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง
เอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ กรรมการผู้จัดการของอินเทล ประเทศไทย การเปิดอัลตราบุ๊ก เฟส 2 จะกระตุ้นให้เกิดการผลิตอัลตราบุ๊ก เจน 3 อีก 110 รุ่น ถือว่าเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 5 เท่า เมื่อเทียบกับอัลตราบุ๊กที่มีอยู่ในตลาดประมาณ 20 รุ่น จากทุกๆ แบรนด์ สาเหตุที่รู้นั่นเพราะอินเทลได้เข้ามีส่วนร่วมในการผลิต เพื่อควบคุมมาตรฐานความเป็นอัลตราบุ๊ก ยังไม่นับรุ่นอื่นๆ ที่หากผู้ผลิตสามารถรักษามาตรฐานได้แล้ว จะมีการผลิตออกมาสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และนั่นจะทำให้ระดับราคาอัลตราบุ๊กลดลงเหลือระดับ 2 หมื่นต้นๆ ในช่วงปลายปีนี้ทำให้เจาะตลาดทั่วไปได้เต็มที่ จากปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 2.7–2.9 หมื่นบาท เป็นตลาดระดับกลางบน
“อัลตราบุ๊กมาเปลี่ยนภาพการแข่งขันในตลาดโน้ตบุ๊กให้มีความหลากหลายมากขึ้น และอินเทลไม่ได้มองแค่ชิปประมวลผลอีกต่อไปแล้ว แต่มองเป็นแพลตฟอร์มของตัวเครื่องที่มีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงกว่า ด้วยความบางและเบา ทำให้ตัวเครื่องออกจากกรอบเดิมๆ ต่อไปจะเห็นหน้าจอที่เป็นระบบสัมผัส ถอดออกมาเป็นแท็บเล็ตได้ หมุนหน้าจอได้ สไลด์หน้าจอปิดคีย์บอร์ด หรือพับหน้าจอได้ 360 องศา” เอกรัศมิ์ กล่าว
สำหรับการทำตลาดของอินเทลจากนี้ไปจะอยู่ที่อัลตราบุ๊กเป็นหลัก ส่วนเรื่องอื่นๆ ถือเป็นประเด็นที่รองลงไป และเชื่อว่าในปีนี้สัดส่วนของอัลตราบุ๊กจะคิดเป็น 40% ของตลาดโน้ตบุ๊กผู้ใช้ทั่วไป โดยเชื่อว่าราคาเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นการซื้อของผู้บริโภค
ด้านตลาดอื่นๆ เช่น เน็ตบุ๊ก มีสัดส่วนประมาณ 5% และมีแนวโน้มที่จะอยู่รอดต่อไปได้ยาก ยิ่งเมื่อเริ่มมีผู้ผลิตบางแบรนด์ปรับการทำตลาด โดยกำหนดเป็นโน้ตบุ๊กขนาดเล็ก เช่น เอเซอร์ สร้างสลิมโน้ต โน้ตบุ๊กขนาด 11.6 นิ้ว ใช้ชิปประมวลผลของเซเลอรอน แทนที่จะใช้อะตอมเช่นเดิม ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังคงประหยัดพลังงานและราคาอยู่ที่ 1–1.2 หมื่นบาทเท่านั้น ส่วนเน็ตบุ๊กนั้นจะมีขนาดประมาณ 10.2 นิ้ว และมีราคาต่ำกว่า 1 หมื่นบาท สามารถทำตลาดได้ดีในหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย
นิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายบริหารการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ กล่าวว่า เอเซอร์พาเหรดอัลตราบุ๊กและสลิมโน้ตเข้ามากว่า 20 รุ่น โดยพร้อมวางตลาดทันที และจากนี้เอเซอร์จะมีอัลตราบุ๊กอีกหลายรุ่นทยอยวางตลาด เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดและต้องเป็นแบรนด์แรกที่มีสินค้าให้ผู้บริโภคได้เลือกในระดับราคาที่เข้าถึงได้ เริ่มด้วยรุ่นแอสไปร์ เอส 5 สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายได้อย่างรวดเร็วในเวลา 2 วินาที ใช้เวลาเปิดเครื่อง 10 วินาที หรือ 1.5 วินาที จากโหมดสลีฟ อีกทั้งยังมีรุ่นนิว แอสไปร์ เอส 3 ที่พัฒนามาเป็นเวอร์ชันที่ 2
นอกจากนี้ ยังมีรุ่นแอสไปร์ เอ็ม 5 ไทม์ไลน์ พร้อมกราฟฟิกระดับสูงและออฟติคัลไดรฟ์ สำหรับการทำงานหนัก ปิดท้ายด้วยสลิมโน้ต แอสไปร์ วี 5 เน้นสีสันสวยงาม สีฟ้า สีเงิน และสีม่วง และแอสไปร์ วัน สลิมโน้ต ที่ออกมาทดแทนตลาดเน็ตบุ๊ก สำหรับผลิตภัณฑ์ของเอเซอร์จะได้รับการติดตั้งซอฟต์แวร์เคลียร์ไฟล์ เพื่อการเชื่อมต่อและใช้งานข้อมูลระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เชาวนะ สุนทรพฤกษ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ฟูจิตสึ พีซี เอเชีย แปซิฟิก กล่าวว่า ฟูจิตสึเปิดตัวอัลตราบุ๊ก 3 รุ่น ชูจุดเด่นที่เมดอินเจแปน เชื่อมั่นในคุณภาพและความแข็งแกร่งได้ตั้งแต่เริ่มต้นการผลิต รุ่นท็อป เอสเอช 772 ขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้ว ความหนา 16.6 มม. และหนัก 1.21 กก. ใช้งานได้ 14 ชั่วโมงปกติ ซึ่งจะเป็นรุ่นเรือธงของฟูจิตสึ อีก 2 รุ่น คือ เอสเอช 572 และยูเอช 572 อีกทั้งยังมีโมดูลลาเบย์เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน เช่น การเชื่อมต่อโปรเจกเตอร์เพื่อการชมภาพวิดีโอหรืองานพรีเซนต์ต่างๆ หรือเลือกเปลี่ยนไปใช้ไดรฟ์ บลูเรย์ ดีวีดี เพื่อประหยัดน้ำหนักเครื่อง หรือเพิ่มเป็นแบตเตอรี่เพื่อการใช้งานที่นานขึ้น รวมถึงยูเอสบีที่สามารถชาร์จอุปกรณ์อื่นๆ ได้แม้จะปิดการทำงานโน้ตบุ๊กอยู่ มีคุณสมบัติ ควิกสตาร์ต เปิดเครื่องได้ภายใน 8 วินาที
รวมถึงเลอโนโวที่วางตลาดอัลตราบุ๊กใหม่ 2 รุ่นเช่นกัน โดยเน้นจุดเด่นสีสันมาสร้างความต่างในตลาด เช่น สีฟ้า สีแดง สีดำ โดยคาดว่าจะวางจำหน่ายได้ประมาณสัปดาห์หน้า
จากการคาดการณ์ของอินเทลช่วงแรกนี้ อัลตราบุ๊ก เฟส 2 ที่ออกมาใหม่จะยังมีราคาสูงอยู่ เพื่อไม่ให้ทับตลาดกับเฟสแรกที่วางจำหน่ายอยู่แล้ว แต่เชื่อว่าด้วยการแข่งขันและปริมาณการผลิตที่มากขึ้น ราคาจะปรับลดลงเรื่อยๆ ผู้ใช้ที่กำลังมองหาโน้ตบุ๊กเครื่องใหม่ อาจต้องอดใจรอกันอีกสักนิด ถ้าไม่ใช่สาวกแม็กอินทอช อัลตราบุ๊กถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจทีเดียว และในปลายปีจะมีการพัฒนาคุณสมบัติเพิ่มเติม เช่น การสั่งการด้วยเสียงและการใช้งานหน้าจอสัมผัส ซึ่งดูแล้วยังไม่ใช่ส่วนที่จำเป็นแต่อย่างใด
ขณะที่การพัฒนา อัลตราบุ๊ก เฟส 3 อินเทลใช้ชื่อชิปประมวลผล แฮสเวลล์ ซึ่งได้เปิดเผยว่าจะเพิ่มอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ในโหมดสแตนด์บาย ลดการใช้พลังงานได้มากกว่าปัจจุบัน 20 เท่า
งานนี้ยังไปกันได้อีกยาว







