posttoday
แนวโน้มการลงทุนครึ่งหลังของปี

แนวโน้มการลงทุนครึ่งหลังของปี

07 มิถุนายน 2555

สถานการณ์การลงทุนในปัจจุบันอาจจะดูไม่ค่อยสดใสเท่าใดนัก หุ้นไทยตกลงมาแล้วประมาณ 10% จากที่ขึ้นไปปิดสูงสุดที่ 1,240 จุด เมื่อต้นเดือนก่อน นักลงทุนยังมีความกังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้งในกรีซ กลัวว่าผลการเลือกตั้งจะออกมา “ผิดหวัง” จนทำให้กรีซต้องออกจากยูโรโซน ไหนจะสถานการณ์ในสเปนอีก ที่อาจนำไปสู่การล่มสลายของยูโรโซน ขณะที่เศรษฐกิจจีนก็ชะลอลงต่อเนื่อง ส่วนแนวโน้มสหรัฐก็ดูแย่ลง แถมราคาหุ้นเฟซบุ๊กก็ยังตกต่อเนื่องอีก

สถานการณ์การลงทุนในปัจจุบันอาจจะดูไม่ค่อยสดใสเท่าใดนัก หุ้นไทยตกลงมาแล้วประมาณ 10% จากที่ขึ้นไปปิดสูงสุดที่ 1,240 จุด เมื่อต้นเดือนก่อน นักลงทุนยังมีความกังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้งในกรีซ กลัวว่าผลการเลือกตั้งจะออกมา “ผิดหวัง” จนทำให้กรีซต้องออกจากยูโรโซน ไหนจะสถานการณ์ในสเปนอีก ที่อาจนำไปสู่การล่มสลายของยูโรโซน ขณะที่เศรษฐกิจจีนก็ชะลอลงต่อเนื่อง ส่วนแนวโน้มสหรัฐก็ดูแย่ลง แถมราคาหุ้นเฟซบุ๊กก็ยังตกต่อเนื่องอีก

การลงทุนในช่วงที่ผ่านมาได้รับประโยชน์จากสภาพคล่องในตลาดโลกที่สูง ธนาคารกลางยุโรปที่ปล่อย LTRO มาสองรอบในช่วงรอยต่อปีก่อนและปีนี้ ไม่นับ QE อีกสองรอบจาก Fed และแถมด้วย Operation Twist อีก สภาพคล่องที่มากในปัจจุบันนี้สร้างแรงกดดันให้ผู้ที่ถือเงินต้องไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อก่อให้เกิดรายได้ ผลักดันให้ราคาสินทรัพย์หลายประเภทปรับตัวสูงขึ้น แต่สภาพคล่องนั้นก็เป็นดาบสองคมได้เช่นกันในช่วงที่สินทรัพย์เสี่ยงเป็นขาลง สภาพคล่องที่มากก็ผลักดันให้ราคาปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วได้เช่นกัน

แน่นอนว่า ในระยะสั้นนี้เรายังมองว่าความเสี่ยงจากยุโรปยังค่อนข้างสูง โดยเฉพาะจากการเลือกตั้งในประเทศกรีซ เรายอมรับว่าโอกาสที่ยูโรโซนจะล่มสลายก็มีอยู่ แต่เรายังมีมุมมองในเชิงบวกมากกว่า ผลโพลที่ผ่านมาระบุว่าคนกรีซไม่อยากได้มาตรการรัดเข็มขัด แต่ยังต้องการใช้เงินสกุลยูโรต่อไป ซึ่งถ้าให้ประชาชนต้องเลือกจริงๆ แล้ว (ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้) ก็น่าจะเลือกอยู่ในยูโรโซน แม้ว่าในภายหลังอาจมีการเปลี่ยนแปลงมาตรการรัดเข็มขัดในบางประเด็น เพื่อนำไปสู่การ “ปรองดอง” กันระหว่างกรีซและผู้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินในปัจจุบัน

ทั้งนี้ เราไม่ได้มองว่าความเสี่ยงจากยุโรปจะหมดไป ตราบเท่าที่หนี้สาธารณะหลายประเทศยังอยู่ในระดับสูง และอาจปะทุขึ้นอีกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้ามองไปข้างหน้า เรายังเชื่อว่าน่าจะเห็นความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาในยุโรป การรวมกลุ่มทางการคลังและการตั้งกองทุนเข้าช่วยเหลือสถาบันการเงินที่มีปัญหาจะช่วยทำให้ยูโรโซนแข็งแกร่งขึ้นในระยะยาว (แต่ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลา) แต่ที่สำคัญยังไม่มีเหตุการณ์ (Event) ที่จะทำให้ความกังวลเพิ่มขึ้น เหมือนอย่างเช่นการเลือกตั้งในกรีซที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนก่อน เป็นต้น (ถ้ากรีซไม่มีการเลือกตั้งครั้งที่ 3) แต่ Event ที่สำคัญที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีคือ การเลือกตั้งของสหรัฐ ซึ่งอาจจะส่งผลดีต่อการลงทุน เพราะกระแสต้องการการเปลี่ยนแปลงอาจเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้บ้าง

สำหรับเศรษฐกิจไทยเองก็พิสูจน์แล้วว่ามีความแข็งแกร่ง เศรษฐกิจสามารถพลิกฟื้นกลับขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วจากเหตุการณ์น้ำท่วม โดยในไตรมาสแรกปี 2555 เศรษฐกิจขยายตัวถึง 11.0% QoQ เป็นอัตราการขยายตัว QoQ ที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ แม้ว่าโมเมนตัมการฟื้นตัวนี้อาจจะชะลอลงในไตรมาส 2 จากการส่งออกที่ถูกกดดันจากภาคการผลิตที่ฟื้นตัวยังไม่เต็มที่ และวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง และการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อทดแทนที่สูงขึ้น แต่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2555 เศรษฐกิจไทยน่าจะได้รับประโยชน์จากการที่ภาคการผลิตสามารถฟื้นตัวจากเหตุการณ์น้ำท่วมได้อย่างเต็มที่ สามารถตอบสนองต่อความต้องการทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ (ที่น่าจะดีขึ้น) ขณะที่การลงทุนยังคงจะเป็นแรงผลักดันเศรษฐกิจที่สำคัญต่อไป นอกจากนี้การใช้จ่ายภาครัฐมีบทบาทมากขึ้น เม็ดเงินตาม พ.ร.ก.บริหารจัดการน้ำฯ 3.5 แสนล้านบาท ที่ยังไม่ได้มีการเบิกจ่ายมากนัก น่าจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นด้วย แม้ว่าเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจะทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้น และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจต้องเข้ามาดูแล แต่ความเสี่ยงจากภายนอกที่ยังสูงทำให้การดูแลของ ธปท. อาจไม่มากไปกว่าการทำให้ดอกเบี้ยเข้าสู่ระดับ “สมดุล”

ขณะที่พื้นฐานบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยยังคงแข็งแกร่ง เราคาดว่าอัตราการขยายตัวของผลประกอบการของบริษัทอยู่ในระดับ 25% โดยมีปัจจัยบวกได้แก่ การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 23% ในปีนี้ และ 20% ในปีหน้า การใช้จ่ายภาครัฐที่ยังสูงต่อเนื่องทั้งในและนอกงบประมาณ นโยบายเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน การลงทุนในโครงการใหญ่ต่างๆ การใช้จ่ายฟื้นฟูหลังน้ำท่วม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงถัดไป และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ปี 2558 แม้ว่าในระยะสั้นเราจะมองว่าดัชนีจะมีความผันผวนอยู่ในกรอบขาลง เนื่องจากแรงกดดันจากทางด้านยุโรป แต่แนวโน้มระยะยาวยังคงเป็นทิศทางขาขึ้นอยู่ โดยเรายังคงเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยไว้ที่ประมาณ 1,300 จุด ณ สิ้นปีนี้

ดังนั้น เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ที่สนใจใช้ช่วงนี้เป็นจังหวะในการลงทุน ทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จึงได้เปิดจำหน่ายกองทุนเปิดกรุงไทย 8% ทริกเกอร์ ฟันด์ 6 (KT-TRIGGER 6) ในวันที่ 6-14 มิ.ย. 2555 โดยกองทุนนี้เป็นกองทุนผสมแบบยืดหยุ่นที่มีนโยบายลงทุนในตราสารทุน ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ตราสารหนี้ และเงินฝาก โดยผู้จัดการกองทุนสามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้ตั้งแต่ 0100% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนเพื่อให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ในแต่ละช่วงเวลา โดยกองทุนมีเป้าหมายให้ผลตอบแทน 8% ภายในระยะเวลา 8 เดือน ผู้ที่สนใจสามารถขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ.กรุงไทย ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขา และผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืน ครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน