
ชงรัฐตั้งนิคมอุตฯท่องเที่ยวระดับอาเซียน
สทท.ชงรัฐตั้งนิคมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวผุดอาเซียน แฟมิลี ธีมพาร์ค พื้นที่กว่า2,000ไร่ สร้างรายได้2ล้านล้านบาท
สทท.ชงรัฐตั้งนิคมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวผุดอาเซียน แฟมิลี ธีมพาร์ค พื้นที่กว่า2,000ไร่ สร้างรายได้2ล้านล้านบาท
วันนี้ (6มิ.ย.) นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า สทท.เตรียมเสนอแผนพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสร้างรายได้ให้กับประเทศจำนวน 2 ล้านล้านบาท ในปี 2558 ต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการประชุมทัวร์ริสซึ่ม เวิร์คชอป พิจารณา ในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ ที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี
ทั้งนี้จะเสนอให้ภาครัฐพิจารณาจัดตั้งนิคมการท่องเที่ยว เพื่อผลักดันการลงทุนสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้นขนาดใหญ่ ในบริเวณพื้นที่นิคมฯ โดยภาครัฐควรจัดสรรเนื้อที่อย่างน้อย 2,000 ไร่ พร้อมจัดทำเป็น อาเซียน แฟมิลี่ ธีมพาร์ค แหล่งท่องเที่ยว สินค้าทางการท่องเที่ยวครบวงจร เช่น โรงแรมที่พัก แหล่งช็อปปิ้ง ฯลฯ ซึ่งการเลือกพื้นที่ตั้งนิคมท่องเที่ยวควรเป็นจังหวัดท่องเที่ยวรอง ที่ยังไม่ได้รับความนิยมท่องเที่ยวมากนัก แต่ต้องมีเส้นทางคมนาคมสะดวก และมีระยะทางไม่ไกลจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
นอกจากนี้รับบาลต้องสร้างสัญลักษณ์ทางการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทย เพื่อใช้เป็นจุดขายทางการท่องเที่ยว สร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าว เช่น พระบรมมหาราชวัง ควรทำแสงสีเสียงในช่วงเวลาค่ำคืน เพื่อสร้างสีสันและบรรยากาศการเดินทางเข้าชม
“ย้อนหลังไป 5 ปีที่ผ่านมา การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่อคนไม่ได้เพิ่มจำนวนขึ้น เพราะราคาโรงแรมที่พักไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ และเป็นราคาที่ถูกที่สุดในอาเซียน ถึงเวลาที่ผู้ประกอบการต้องมุ่งเพิ่มรายได้ต่อคนเพิ่มขึ้น ด้วยการนำเสนอสินค้าใหม่ๆ”นางปิยะมาน กล่าว
อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลได้เร่งจัดทำแผนการท่องเที่ยวแบบบูรณาการ พร้อมเร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง เช่น การจัดระเบียบธุรกิจโรงแรม เป็นต้น เชื่อว่ารายได้ทางการท่องเที่ยวจำนวน 2 ล้านล้านบาท มีความเป็นไปได้สูง โดยเชื่อว่าในปี 2558 นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมาไทยราว 25 ล้านคน
ด้านนายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า สมาคมฯอยู่ระหว่างการจับตาสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ว่าจะกระทบต่ออัตราการเข้าพักในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซัน) นี้ โดยมีสัญญาณแนวโน้มว่า อัตราการเข้าพักโลว์ซีซันปีนี้จะต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งต้องติดตามปัจจัยทางการเมืองในขณะนี้ก่อนสรุปผล







