posttoday
หุ้นมิ.ย.มีโอกาศได้กำไรเน้นพลังงาน-อิเล็กทรอนิกส์

หุ้นมิ.ย.มีโอกาศได้กำไรเน้นพลังงาน-อิเล็กทรอนิกส์

05 มิถุนายน 2555

การลงทุนในตลาดหุ้นเดือน พ.ค. ทำนักลงทุนสะบักสะบอมกันถ้วนหน้า ดัชนีหุ้นไทยลดลง 86.99 จุด หรือคิดเป็น 7.1% เทียบกับเดือน เม.ย. 2555 คาดการลงทุนในเดือน มิ.ย.นี้ ยังได้รับแรงกดดันจากวิกฤตการณ์ยูโรโซนโดยเฉพาะในช่วงครึ่งเดือนแรก จากประเทศกรีซที่ยังต้องรอผลการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ รวมถึงปัญหาลุกลามไปในหลายประเทศ อาทิ สเปน อิตาลี ซึ่งปัญหาลงลึกสู่ภาคธนาคารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การลงทุนในตลาดหุ้นเดือน พ.ค. ทำนักลงทุนสะบักสะบอมกันถ้วนหน้า ดัชนีหุ้นไทยลดลง 86.99 จุด หรือคิดเป็น 7.1% เทียบกับเดือน เม.ย. 2555 คาดการลงทุนในเดือน มิ.ย.นี้ ยังได้รับแรงกดดันจากวิกฤตการณ์ยูโรโซนโดยเฉพาะในช่วงครึ่งเดือนแรก จากประเทศกรีซที่ยังต้องรอผลการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ รวมถึงปัญหาลุกลามไปในหลายประเทศ อาทิ สเปน อิตาลี ซึ่งปัญหาลงลึกสู่ภาคธนาคารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ ปัญหาภายในประเทศโดยเฉพาะการออกมาชุมนุมประท้วงการนำ พ.ร.บ.ว่าด้วยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ 4 ฉบับ เข้ามากำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ที่จะกดดันการลงทุนเช่นกันและแม้ว่าขณะนี้น้ำหนักปัญหาทางการเมืองแม้จะมีผลต่อการลงทุน 25% แต่ถ้าหากพัฒนาการของการชุมนุมลุกลาม เช่น กรณีราชประสงค์ก็จะมีผลอย่างมากต่อการลงทุนของประเทศ ทั้งการลงทุนในตลาดหุ้นและการลงทุนตรง

หวังกำไรหุ้น 5-10%

วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า ในเดือน มิ.ย. ภาวะตลาดหุ้นไทยน่าจะดีกว่าในเดือน พ.ค. และมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนประมาณ 510% เทียบกับดัชนีปิดที่ระดับ 1,141.50 จุด เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2555 เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมในต่างประเทศจะมีผลบวกต่อการลงทุนมากขึ้น

ขณะที่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงแรง และมีผลกระทบต่อราคาหุ้นกลุ่มพลังงานมากเมื่อเดือนที่ผ่านมา แต่นักลงทุนระยะยาวและกองทุนบริหารความเสี่ยง (เฮจด์ฟันด์) ต่างมองราคาน้ำมันโลกสูงกว่านี้ เช่น โกลด์แมน แซคส์ คาดว่าราคาน้ำมันในตลาดเบรนต์มีโอกาสขึ้นสูงถึง 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วง 3 เดือนข้างหน้านี้

สำหรับปัญหาการเมืองนั้น วิศิษฐ์มีความเห็นว่าสถานการณ์ยังไม่ถึงจุดแตกหัก จึงเป็นเพียงปัจจัยที่ต้องจับตาดูไปเรื่อยๆ เท่านั้น

กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ มีความมั่นใจค่อนข้างสูงว่าประเทศกรีซยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโรต่อไป ไม่ว่าผลการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่จะออกมาอย่างไรในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ เพราะจะต้องมีการเจรจาต่อรองเกี่ยวกับมาตรการรัดเข็มขัดให้น้อยลง เพราะทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ต่างเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ ปล่อยหนี้ภาครัฐให้กรีซสูงเกือบ 70%

ส่วนภาวะค่าเงินยูโรที่อ่อนตัวลงมากในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา แต่พบว่ามีการขายสุทธิในตลาดล่วงหน้า (Net Short) เงินยูโรถึง 3.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สูงสุดตั้งแต่ปีที่ตั้งยูโร หรือในปี 2544 และซื้อสุทธิเหรียญสหรัฐ (Net Long) ถึง 3.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าแนวโน้มค่าเงินยูโรจะดีขึ้นในเดือน มิ.ย. จากการปิดสถานะ

นอกจากนี้ ในวันที่ 20 มิ.ย.นี้ จะมีการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ เชื่อว่าน่าจะมีการต่อมาตรการ Operation Twist ซึ่งจะครบอายุในเดือน มิ.ย.นี้ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ น่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบอีก

ส่วนปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เงินไหลออกจากตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้อินโดนีเซียเข้ามาในไทยและฟิลิปปินส์ เห็นได้ชัดเจนจากนักลงทุนต่างชาติพลิกจากขายกลับมาซื้อหุ้นไทย และมีซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ไทยสูงถึงวันละ 5,0006,000 ล้านบาท เพื่อหาผลตอบแทนที่ดีกว่า เพราะฉะนั้นแนวโน้มตลาดหุ้นไทยน่าจะดีขึ้นในเดือนนี้

ซื้อต้นเดือนรอขายปลายเดือน

บล.ทิสโก้ แนะนำกลยุทธ์การลงทุนหุ้นเดือน มิ.ย.ว่า ทยอยสะสมช่วงตลาดผันผวนครึ่งเดือนแรกเพื่อหวังผลครึ่งเดือนหลัง แนวโน้มจะค่อยๆ ดีขึ้น โดยเชื่อมั่นมากว่ากรีซยังอยู่ในกลุ่มยูโรต่อไป และไม่น่าจะเกิดการเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 3

แนวโน้มหุ้นขาลงคงจะจำกัดแถว 1,100 จุด บวกลบไม่เกิน 15 จุด หรือแถว 1,0851,115 จุด

ยุโรปกดดันหุ้นต่อไป

บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า ตลาดหุ้นในเดือน มิ.ย.ยังคงได้รับแรงกดดันจากประเด็นปัญหาในยุโรปโดยเฉพาะการเลือกตั้งในกรีซ ซึ่งขณะนี้ได้ประเมินไว้ 3 ทางออก คือ 1.พรรคไซริซาชนะการเลือกตั้งและสามารถจัดตั้งรัฐบาล แต่จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยซึ่งคาดว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 45% หากผลออกมาเช่นนี้ก็มีโอกาสสูงถึง 95% ที่กรีซจะออกจากยูโรโซน ส่งผลกระทบหนักต่อตลาดหุ้นทั่วโลกและเศรษฐกิจ

2.พรรคนิวเดโมแครตได้รับชัยชนะซึ่งโอกาสเกิดขึ้น 45% ก็จะมีการเจรจาเพื่อเร่งขอความช่วยเหลือจากกลุ่มยุโรป (อียู) ก่อนที่จะเกิดภาวะล้มละลายใน 612 เดือนข้างหน้า และ 3.การเลือกตั้งใหม่ มีโอกาสเกิดขึ้น 4445% ซึ่งจะเห็นว่าผลของปัญหายุโรปล้วนยังคงมีน้ำหนักต่อการลงทุนในเดือนนี้

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) แนะนำ 3 ปัจจัย 1.เลือกซื้อหุ้น เลือกขายหุ้น 2.ติดตามปัจจัยการพัฒนาในเขตยูโร ซึ่งหากดัชนีหุ้นยืนในระดับต่ำกว่า 1,136 จุด จะเข้าสู่กรอบล่างที่ 1,1361,088 จุด หรืออีกนัยหนึ่งคือดัชนีอาจปรับลดลงต่อเนื่องสู่นัยแนวรับ 1,088 จุด แต่หากในเดือน นี้ ดัชนีหุ้นยืนเหนือระดับราคา 1,136 จุดได้นั้น จะเข้าสู่กรอบดัชนีบนที่กรอบราคา 1,1361,185 จุด ซึ่งการลงทุนในช่วงเดือนนี้ให้นักลงทุนเลือกลงทุนในหุ้นที่คาดหวังว่าผลดำเนินงานในงวดไตรมาส 2 มีแนวโน้มเติบโตดี และกลยุทธ์แนะเลือกซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไรส่วนต่างของราคา

เชียร์อิเล็กทรอนิกส์ได้บาทอ่อน

บล.เอเซีย พลัส คาดดัชนียังผันผวนและมีโอกาสอ่อนตัวลงทดสอบ 1,110 จุดอีกครั้ง ปัญหาการเมืองและวิกฤตการเงินในยุโรปลุกลามไปยังสเปนยังเป็นปัจจัยกดดันนักลงทุนระยะกลางระยะยาว แนะนำซื้อหุ้นพื้นฐานมีความผันผวนน้อยกว่าตลาด

นอกจากนี้ แนะนำหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่าลงจากผลของวิกฤตยุโรปที่ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากเอเชียและกดดันให้ค่าเงินเกือบทุกสกุลอ่อนค่าลง

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เดือน เม.ย.ถึงปัจจุบัน เฉลี่ยค่าเงินอ่อนค่าลงแล้ว 3.4% เช่น เงินบาทอ่อนค่า 3.6% เงินอินโดนีเซียอ่อนลง 6.5% มาเลเชีย 5.04% เกาหลี 4.7% ซึ่งค่าเงินที่อ่อนค่าจะกดดันให้เงินเฟ้อในภูมิภาคนี้สูงขึ้น และจะทำให้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ไม่สามารถใช้นโยบายลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และผลจากการที่ค่าเงินอ่อนค่าจะเป็นแรงผลักให้เงินไหลออกจากเร็วขึ้น

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ได้แนะนำให้นักลงทุนในหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ซึ่งล่าสุดค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาต่ำสุดในรอบ 4 เดือนโดยล่าสุด อยู่ที่ 31.92 บาท

หุ้นที่จะได้รับประโยชน์มาก คือ หุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แต่มีอุปสรรคจากการผลิตยังไม่กลับสู่ปกติในไตรมาส 2 ดังนั้นมองว่าการอ่อนค่าของเงินบาทจะเป็นปัจจัยบวกเสริมการฟื้นตัวให้กับยอดขาย และอัตรากำไรขั้นต้นของหุ้นกลุ่มนี้ เช่น บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) ได้ประโยชน์จากบาทอ่อนมากสุด เนื่องจากมีสัดส่วนนำเข้าวัตถุดิบสกุลเงินเหรียญสหรัฐต่ำสุด 65% รองลงมาคือ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) และบริษัท เอสวีไอ (SVI) มีสัดส่วนนำเข้าวัตถุดิบ 70% และ 80% ตามลำดับ

“ทุก 1 บาทที่อ่อนค่า จะช่วยเพิ่มกำไรของ HANA KCE และ SVI ประมาณ 6% 5% และ 4% ตามลำดับ”

อย่างไรก็ดี HANA ยังไม่กลับมาผลิตระดับปกติในปีนี้ และระยะสั้นจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่ายอดขาย จึงมองว่าจะทำให้ไม่เห็นผลบวกของค่าเงินบาทต่ออัตรากำไรชัดเจน

ส่วนแนวโน้มไตรมาส 2 คาดว่า DELTA จะมีกำไรดีที่สุดในกลุ่ม เบื้องต้นเราคาดว่าผลประกอบการของ DELTA จะมีแนวโน้มดีสุด โดยคาดว่ากำไรจะดีขึ้นจากไตรมาสแรก เนื่องจากมีคำสั่งซื้อ Solar จากลูกค้ายุโรปและออสเตรเลียเพิ่มขึ้นในเดือน พ.ค.เป็นต้นไป ซึ่งจะเข้ามาเสริมยอดขายสินค้ากลุ่ม Data Center ที่ยังเติบโตดีต่อเนื่อง ทำให้การเติบโตของยอดขาย จะช่วยลดผลกระทบการปรับขึ้นค่าจ้างเป็น 300 บาทต่อวันได้มากกว่า HANA KCE และ SVI

“เลือก DELTA และ SVI เป็น Top pick เพราะคาดว่าผลประกอบการครึ่งปีหลังของกลุ่มนี้จะเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรก และระยะสั้น DELTA มีปัจจัยบวกเด่นกว่าจากการเติบโตต่อเนื่องของกำไรดีกว่า จึงแนะนำซื้อให้ราคาเหมาะสมที่ 26 บาท ขณะที่ SVI เหมาะกับการลงทุนระยะกลาง โดยคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวชัดเจนในไตรมาส 3 ซึ่งจะเป็นไตรมาสดีสุด แนะนำซื้อ “มูลค่าเหมาะสม 3.80 บาทส่วน KCE แนะนำขาย KCE แม้ว่าจะมีกำไรจากธุรกิจปกติเติบโตดีสุดในปีนี้แต่มองว่าราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยบวกนี้แล้ว”

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค