
นำเข้าเครื่องจักรเพิ่มกว่าเท่าตัว สะท้อนส่งออกไทยยังฉลุย
หลังจากสถานการณ์อุทกภัยในช่วงปลายปีที่ผ่านมาส่งผลกระทบไปทั่วประเทศ และที่เห็นจะได้รับผลกระทบมากทางมูลค่าคือ
หลังจากสถานการณ์อุทกภัยในช่วงปลายปีที่ผ่านมาส่งผลกระทบไปทั่วประเทศ และที่เห็นจะได้รับผลกระทบมากทางมูลค่าคือ
ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งการรายงานข้อมูลจากผู้ผลิตเครื่องจักร ระบุว่า ขณะนี้การส่งมอบเครื่องจักรที่มีคำสั่งซื้อจากบริษัท โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิตต่างๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ได้ส่งมอบสิ้นสุดลงในเดือน เม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนับได้ว่ามีมูลค่านำเข้าสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2552
ดวงเด็ด ย้วยความดี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ ในฐานะผู้จัดงาน แมนูแฟกเจอริง เอ็กซ์โป 2012 มหกรรมทางเทคโนโลยีและเครื่องจักรเพื่ออุตสาหกรรมการผลิตและอุตสาหกรรมสนับสนุน คาดการณ์ถึงความต้องการเครื่องจักรในการผลิตของอุตสาหกรรมมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 20% ทุกปี ซึ่งปีที่ผ่านมา ความต้องการนำเข้าเครื่องจักรมีมูลค่าสูงถึง 112% จากปัจจัยน้ำท่วม นับเป็นประวัติการณ์ในรอบ 4 ปี
ทั้งนี้ มองว่าหลังจากนี้จะมีความต้องการเครื่องจักรสูงอย่างต่อเนื่องต่อไป จากปัจจัยความต้องการชิ้นส่วนที่หลายประเทศทั่วโลกมีความต้องการชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตรถยนต์จากประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยครองแชมป์ส่วนแบ่งตลาดในการส่งออกชิ้นส่วนต่อเนื่องกว่า 5 ปีติดต่อกัน โดยคาดว่าในปี 2555 ประเทศไทยจะมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 51% ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ 5 อันดับสูงสุดในอาเซียน ไทยติดอันดับ 1 สูงสุดอย่างต่อเนื่อง รองลงมาเป็นอินโดนีเซีย ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 22% มาเลเซีย มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 21% ฟิลิปปินส์ มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 4% และเวียดนาม มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 2% ตามลำดับ
นอกจากนี้ ทิศทางความต้องการทางด้านเทคโนโลยีในเครื่องจักรที่ใช้ผลิตในอุตสาหกรรมจากนี้ไปจะมีแนวโน้มความต้องการเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาในระดับสูงขึ้น จากการปรับมาตรฐานการส่งมอบสินค้าให้มีมาตรฐานสูงในระดับเดียวกันของบริษัทแม่ในการผลิตนั้นๆ เพื่อรองรับการแข่งขันในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558
สำหรับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูปที่ป้อนเข้าสู่โรงงานผลิตรถยนต์บริษัทแม่ (เทียร์ 2) ส่วนนี้จะได้รับการดูแลจากบริษัทแม่ในการสนับสนุนเทคโนโลยีอยู่แล้ว แต่ผู้ผลิตในเทียร์ 3 หรือเทียร์ 4 ที่ผลิตชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อนำไปผลิตรถยนต์ อาจจะต้องมีการปรับตัวรับกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจข้อมูลของผู้ผลิตในอุตสาหกรรมของประเทศไทย พบว่า มีการนำเข้าเครื่องจักรจากประเทศยุโรปมากที่สุด เนื่องจากสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่เลือกบริษัทผู้ที่ผลิตชิ้นส่วนได้
นอกจากนั้น แนวโน้มการพัฒนาอุตสาห กรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ยังมีแนวโน้มในการพัฒนาเทคโนโลยีและมาตรฐานเพิ่มขึ้นจากการเปิดเออีซีดังกล่าว
ดวงเด็ด กล่าวว่า ในฐานะผู้จัดงาน แมนูแฟกเจอริง เอ็กซ์โป 2012 จึงเล็งเห็นถึงโอกาสในการเปิดเออีซี ซึ่งไทยจะสามารถเป็นศูนย์กลางการส่งมอบธุรกิจและการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยีและเครื่องจักร เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมสนับสนุน โดยงานดังกล่าวจะมีบริษัทต่างๆ ในการจัดแสดงเทคโนโลยีเข้าร่วมภายในงานกว่า 500 บริษัท จาก 40 ประเทศทั่วโลก
คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดในงานกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นกว่าปีก่อน 20% โดยจุดประสงค์ของงานจะเป็นการสร้างเครือข่ายในภูมิภาคอาเซียนและการสร้างองค์ความรู้ รวมถึงการเปิดเวทีให้แก่ผู้ผลิตชิ้นส่วนในการเปิดรับเทคโนโลยีและพบปะคู่ค้า
“อัตราการเติบโตของการจัดงานในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการสะท้อนการฟื้นตัวของอุตสาห กรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศไทยได้” ดวงเด็ด กล่าว
ในงานดังกล่าวจะมีการลงนามความร่วมมือในการรวมตัวจัดแสดงทางด้านเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ระหว่าง ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีของกลุ่มประเทศอาเซียนให้อยู่ในระดับโลก ซึ่งไทยจะเป็นศูนย์กลางดังกล่าว
ดวงเด็ด กล่าวว่า นอกจากนี้ จะมีการเชิญสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา ในการเข้าร่วมชมงานและรับการอบรม เพื่อเป็นการพัฒนาบุคลากรภาคการศึกษา ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต
กิจกรรมเด่นภายในงานที่จะจัดขึ้นวันที่ 2124 มิ.ย.นี้ ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ผู้ที่เข้าร่วมงานจะได้พบ อาทิ การจัดแสดงหุ่นยนต์อัจฉริยะ (Nao Robot) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากประเทศฝรั่งเศส ครั้งแรกในเอเชียที่มีความเสมือนจริงกับมนุษย์ สามารถจดจำและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ซึ่งในอนาคตอาจมีการพัฒนาเพื่อการผลิตต่อไป รวมถึงการจัดอบรมหลักสูตรเฉพาะสำหรับวิศวกรระดับสูง (Engineers Master Class) เพื่อนำไปสู่ความเป็นผู้นำองค์กร







