
‘นิปปอน’ปันผลสูงตามข่าวลือผู้ถือหุ้นใหม่รวยเละได้สองเด้ง
ต้องจับตา!! นิปปอนฯ ชี้แจงตลาดว่ายังไม่มีข้อสรุปเรื่องปันผล แต่วันรุ่งขึ้นบอร์ดมีมติอนุมัติปันผลทั้งเงินสดหุ้นสูงลิ่ว ผู้ถือหุ้นใหม่ได้กำไรทั้งหุ้นและปันผล
ต้องจับตา!! นิปปอนฯ ชี้แจงตลาดว่ายังไม่มีข้อสรุปเรื่องปันผล แต่วันรุ่งขึ้นบอร์ดมีมติอนุมัติปันผลทั้งเงินสดหุ้นสูงลิ่ว ผู้ถือหุ้นใหม่ได้กำไรทั้งหุ้นและปันผล
คณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท นิปปอนแพ็ค (ประเทศไทย) หรือ NIPPON มีมติเมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา ให้บริษัทจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไรงวดไตรมาสแรกปีนี้ ทั้งในรูปเงินสดในอัตราหุ้นละ 0.06 บาท และปันผลเป็นหุ้นสัดส่วน 2 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ รวมเป็นปันผลทั้งสิ้น 0.56 บาท หลังเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) จากหุ้นละ 10 บาท เหลือ 1 บาท โดยอนุมัติการเพิ่มทุนเพื่อแจกหุ้นปันผลจำนวน 61 ล้านบาท เป็น 183 ล้านบาท
นอกจากนี้ บอร์ดได้แต่งตั้งนายสุรพงษ์ เตรียมชาญชัย ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.นี้ และอนุมัติการเข้าลงทุนในหุ้นของบริษัท ไทยเฟลกซิเบิล แพ็ค ในจำนวน 3.3 หมื่นหุ้น หรือสัดส่วน 55% ของหุ้นทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าไม่เกิน 55 ล้านบาท โดยเป็นการซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิม ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับบริษัท
ทั้งนี้ มติของบอร์ดเกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังจากบริษัทได้ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2555 กรณีที่มีหนังสือพิมพ์ลงข่าวเรื่องการจ่ายเงินปันผลของบริษัท ว่าบริษัทยังไม่มีข้อสรุปเรื่องของการจ่ายเงินปันผลใดๆ ทั้งสิ้น และทางบริษัทไม่ทราบถึงที่มาของแหล่งข่าวในเรื่องดังกล่าว เพราะไม่เคยให้ข่าวใดๆ กับใคร
สำหรับ NIPPON พลิกฟื้นฐานะได้เร็วผิดปกตินับตั้งแต่กลุ่มนายสุรพงษ์ รวมถึงบริษัท ทรีซิกตี้ไฟว์ ได้เข้าซื้อใหญ่จากนายวิชัย ชัยสถาพร อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ที่ถูกฟ้องดำเนินคดีกรณีฉ้อโกงบริษัทและธนาคารเกียรตินาคินรวม 51.48%
ขณะเดียวกันราคาหุ้น NIPPON ก็ทะยานขึ้นแรงและรวดเร็ว สร้างกำไรมหาศาลให้กับกลุ่มนายสุรพงษ์ โดยนับตั้งแต่วันแรกที่บริษัทกลับเข้าซื้อขายในตลาดตามปกติตั้งแต่วันที่ 14 เม.ย. 2555 วันนั้นราคาปิดทะยานขึ้นถึง 71.49% หรือ 17.30 บาท ปิดที่ 41.50 บาท หลังจากนั้นก็ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องล่าสุดปิดที่ 59 บาท ขณะที่กลุ่มนี้ตั้งโต๊ะซื้อหุ้นจากรายย่อยในราคา 28 บาท
นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของ NIPPON ก็ดีขึ้นมาก โดยงวดไตรมาสแรกปีนี้มีกำไรสุทธิถึง 191 ล้านบาท เทียบกับทั้งปี 2554 ที่มีกำไรสุทธิเพียง 31 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิถึง 27 ล้านบาท ในปี 2553







