
อุตฯอาหารสำลักค่าจ้าง-หนี้ยุโรป เร่งปรับตัวหนีตาย
กลุ่มสินค้าอาหารซึ่งเป็นความหวังต่อการผลักดันส่งออกสินค้าไทย
กลุ่มสินค้าอาหารซึ่งเป็นความหวังต่อการผลักดันส่งออกสินค้าไทย
ในปีนี้ให้ขยายตัว 15% กำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงทั้งผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/วัน
ซ้ำด้วยวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังจากปัญหาเศรษฐกิจในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ยังไม่คลี่คลาย และทำท่าจะบานปลายขึ้นอีกรอบ ทำให้กลุ่มผู้ผลิตอาหารต่างเร่งปรับตัว ทั้งการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรมาใช้ในอุตสาหกรรม เพื่อลดปัญหาภาคแรงงาน พัฒนาสินค้าสร้างมูลค่าเพิ่ม หนีปัญหาด้านราคา ไปจนถึงการปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อความอยู่รอดในอุตสาหกรรม
อนุรัตน์ โค้วคาสัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและปฏิบัติการ บริษัท พรานทะเลมาร์เก็ตติ้ง กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากระทบธุรกิจในกลุ่มมากสุดขณะนี้ คือ การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ที่มีผลไปตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. บริษัทแม่ หรือบริษัท ยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 130 ล้านบาท/ปี ส่วนพรานทะเลซึ่งเป็นบริษัทลูก มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 80 ล้านบาท/ปี เพราะบริษัทได้ทำตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งมีแรงงานในอุตสาหกรรมทั้งหมด 7,000 คน
การปรับตัวขณะนี้จะมีทั้งการจัดหาเครื่องจักรเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นผสมกับการใช้แรงงาน ซึ่งจะไม่มีการปรับลดคนงานออกไป ยังคงจ้างในอัตราปกติ เพราะอุตสาหกรรมอาหารประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะหลังจากที่พม่าเปิดประเทศ คาดว่าจำนวนแรงงานต่างด้าวในอุตสาหกรรมจะลดน้อยลงด้วย พร้อมกันนี้ยังมีแผนที่จะปรับขึ้นราคาสินค้า เพราะชดเชยต้นทุนค่าจ้างขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น โดยการปรับขึ้นนั้นจะรอดูสถานการณ์ว่าราคาวัตถุดิบและราคาแพ็กเกจจิงปรับขึ้นตามต้นทุนค่าจ้างงานหรือไม่ หากปรับขึ้นในอีก 3-6 เดือน สินค้าในเครือต้องขึ้นราคาตาม
การปรับขึ้นราคาจะแบ่งออกเป็น 2 ตลาด คือ ตลาดต่างประเทศ โดยบริษัทแม่จะปรับขึ้นสินค้าที่ส่งออกเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1-2% ส่วนสินค้าที่อยู่ในเครือพรานทะเลทำตลาดในประเทศ จะปรับขึ้นราคาประมาณ 3-5% พร้อมกันนี้จะออกผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ถือเป็นการแก้ปัญหาต้นทุนด้านค่าจ้างได้อีกทางหนึ่ง ล่าสุดพรานทะเลได้ออกสินค้าไลน์ใหม่เป็นกลุ่มอาหารไทยแช่แข็ง เช่น ต้มข่าไก่ ต้มยำกุ้ง มัสมั่น แกงเขียวหวาน และจะมีการทำตลาดส่งออกเป็นครั้งแรกผ่านแบรนด์พรานทะเลส่งออกปลายปีนี้ไปตลาดยุโรปและสหรัฐ
ด้านปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรป มองว่ากลุ่มอาหารจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสุดท้าย เพราะถือว่าเป็นสินค้าจำเป็นที่ต้องกินต้องใช้จะยังส่งออกได้อยู่ โดยปีนี้ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจในเครือทั้งหมดมีมูลค่า 9,000 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 10% จากปีที่แล้วที่รายได้กลุ่มมีมูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาท และยืนยันที่จะไม่ย้ายฐานลงทุนไปเพื่อนบ้าน
อรรถพล อุไรไพรวัน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานการตลาดองค์กรเครือเบทาโกร กล่าวว่า ผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างทำให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายเพิ่มปีละหลายร้อยล้านบาท เพราะมีแรงงานในระบบมากถึง 2 หมื่นคน พนักงานอีก 5,000 คน แต่จะปรับลดคนงานออก ใช้การปรับตัว คือ หาเครื่องจักรมาใช้มากขึ้น ทำสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น จากการผลิตเนื้อหมู อาจเพิ่มมูลค่าด้วยการผลิตไส้กรอก เป็นต้น
สาเหตุที่ต้องสร้างมูลค่าสินค้าเพิ่ม เพราะบริษัทคงปรับขึ้นราคาสินค้าชดเชยต้นทุนค่าจ้างได้ยาก เนื่องจากสินค้าที่อยู่ในสายการผลิต เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ เป็นสินค้าเกษตร ราคาขึ้นลงตามกลไกตลาด ซึ่งราคาที่จำหน่ายควรสอดคล้องกับราคาในตลาดด้วย ส่วนปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปนั้น ขณะนี้ยังไม่กระทบต่อยอดขายของบริษัท โดยยังคงส่งออกได้ตามเป้าหมายอยู่ คาดว่าปีนี้การส่งออกทั้งหมดของบริษัทจะอยู่ที่ 6.8 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10%
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีแผนการลงทุนทำโรงงานผลิตอาหารสัตว์ป้อนให้กับบริษัทในเครือและจำหน่ายในตลาดด้วย โดยอยู่ในส่วนหนึ่งของงบลงทุนปีนี้ 3,000 ล้านบาท ในการสร้างโรงงานแปรรูปหมูที่ จ.ขอนแก่น
ผณิศวร ชำนาญเวช นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกอาหารแช่เยือกแข็งปีนี้มีแนวโน้มลดลงทั้งในแง่ของปริมาณและมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง ปลา และปลาหมึก เนื่องจากกำลังซื้อในกลุ่มตลาดสหภาพยุโรปและสหรัฐปรับลดลงมาก หรือลดลงรวมกัน 20% จากปีก่อน เป็นผลจากวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรป ซึ่งหากปีนี้อาหารแช่เยือกแข็งสามารถส่งออกได้ 1 แสนล้านบาท ถือว่าเก่งแล้ว
นอกจากนี้ กลุ่มอาหารแช่เยือกแข็งยังมีปัญหาภายในประเทศเองด้วย ทั้งการปรับขึ้นค่าจ้างงานขั้นต่ำทำให้กระทบต่อต้นทุนผลิตสินค้า และปัญหาราคากุ้งตกต่ำ เนื่องจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ราคากุ้งปรับตัวสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 30% หรือจากราคา 6 เหรียญสหรัฐ/กก. เป็น 9 เหรียญสหรัฐ/กก. ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งหันไปเพาะเลี้ยงกุ้งกันมากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวทำให้ประเทศคู่ค้าชะลอการสั่งออร์เดอร์ลง
ขณะเดียวกัน ผลผลิตกุ้งก็ออกสู่ตลาดมากขึ้นจนไม่มีคลังเก็บ สุดท้ายดึงให้ราคากุ้งตกต่ำลง จนคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ต้องอนุมัติตั้งกองทุนช่วยเหลือ โดยการรับซื้อกุ้งจำนวน 3 หมื่นตัน ระยะเวลา 3 เดือน เพื่อดึงราคากุ้ง แต่ทั้งนี้การที่รัฐบาลเข้าไปช่วยอุดหนุนก็ต้องทำให้ประเทศไทยอาจเจอกับมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (เอดี) ได้ หากเป็นจริงจะยิ่งทำให้ส่งออกอาหารแช่เยือกแข็งไทยไปยุโรปในช่วงต้นปีหน้าแย่กว่าเดิม เนื่องจากจะโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น 10%
อย่างไรก็ดี การแก้ปัญหาเรื่องนี้ กรมประมงต้องเข้าไปช่วยดูแลผู้เลี้ยงกุ้ง เพราะหากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกลุ่มนี้ไม่มีศักยภาพพอ ก็ควรจะส่งเสริมให้หันไปทำการเกษตรอื่นแทน เพื่อที่ระยะยาวจะได้ไม่ต้องมาแย่งและฉุดตลาดกันเอง







