posttoday
อาฟตา ดันอุตฯ ยานยนต์กระฉูด

อาฟตา ดันอุตฯ ยานยนต์กระฉูด

11 มีนาคม 2553

การเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟตา ก่อให้เกิดคำถามมากมายว่าในท้ายที่สุดแล้ว ประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์เพียงใดจากการลดกำแพงภาษี และมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ให้กับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้

โดยเฉพาะคำถามที่เกิดขึ้นจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการนำเข้าและส่งออกจำนวนมากในแต่ละปี ก็ล้วนแล้วแต่ได้รับความสนใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างมาก และแน่นอนว่าหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ว่าคงหนีไม่พ้นยานยนต์และส่วนประกอบ ที่มีเม็ดเงินเข้าออกจากประเทศไทยมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี

ฉวีวรรณ คงเจริญกิจกุล รองอธิบดีกรมศุลกากร ย้อนอดีตว่า อาฟตาเกิดขึ้นมาจากแนวคิดในการรวมตลาดอาเซียนให้เป็นตลาดเดียว โดยเริ่มจากการลดภาษีศุลกากรตั้งแต่ปี 2536 ลงมาเรื่อยๆ ก่อนที่จะยกเลิกการจัดเก็บภาษีศุลกากรเกือบทุกประเภทสินค้าในวันที่ 1 ม.ค. 2553 ที่ผ่านมา

สำหรับกลุ่มยานยนต์นั้น ในเบื้องต้นถือว่ามีทิศทางที่ค่อนข้างดี โดยหากดูตัวเลขการค้าระหว่างไทยและอาเซียนในกลุ่มยานยนต์ในเดือน ม.ค. 2553 ที่เป็นเดือนแรกหลังการประกาศใช้ พบว่ามีการส่งออกไปในอาเซียนเพิ่มขึ้น 86.33% และมีการนำเข้าใช้สิทธิอาฟตาเติบโตถึง 134.35%

“ถ้าถามว่าการเปิดอาฟตาเป็นเรื่องของวิกฤตหรือโอกาส ในมุมมองของเรายังเชื่อว่าเป็นโอกาสของประเทศไทยอยู่ แต่อาจจะต้องมีการเจรจาร่วมกันในเรื่องของมาตรการต่างๆ หรือเรื่องของระบบเอกสารที่ต้องทำให้ชัดเจนมากขึ้น”

ศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย บอกว่า แม้จะยังไม่มีการประเมินตัวเลขมูลค่าการนำเข้าและส่งออกที่จะเพิ่มจากอาฟตา แต่เชื่อว่าจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และทำให้ตัวเลขสภาวะการค้าระหว่างไทยและอาเซียนเติบโตขึ้นจากที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนควรที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อรอรับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และอยากฝากให้ภาครัฐหามาตรการป้องกันปัญหาที่อาจจะตามมาจากการเปิดเขตการค้าเสรี เช่น การนำเข้ารถจากประเทศจีนหรืออินเดียมาดัดแปลงในอาเซียน เพื่อส่งออกโดยอาศัยต้นทุนราคาถูก

ขณะที่ ประสาทศิลป์ อ่อนอรรถ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า การเปิดอาฟตาอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ใครที่มองว่าสถานการณ์ไม่น่าเป็นห่วงต้องคิดใหม่ เนื่องจากประเทศไทยไม่มีวัตถุดิบและเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง มีแต่เรื่องของแรงงานเท่านั้น ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ

“ที่ผมเป็นห่วงก็คือผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยแท้ที่ลดลงไปเรื่อยๆ ในช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้ เรามีผู้ผลิตชิ้นส่วนเพียวไทยที่เป็นเทียร์ 1 กว่า 80% ตอนนี้มีอยู่ไม่ถึง 10% ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง และต้องคิดว่าเราจะทำอย่างไรในอนาคต”

ทั้งหมดนี้คือความเห็นส่วนหนึ่งของผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ คงเป็นการบ้านชิ้นใหญ่ให้รัฐบาลต้องไปพิจารณากันให้ดี!!!

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน