
ดันรถไฟความเร็วสูงหาพลังงานความเร็วต่ำ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชี้นำ และรัฐบาลก็ขานรับ ซ้ำ วีรพงษ์ รามางกูร ก็เป่าตูดซ้ำว่า จะสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงจากเชียงใหม่กรุงเทพฯ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชี้นำ และรัฐบาลก็ขานรับ ซ้ำ วีรพงษ์ รามางกูร ก็เป่าตูดซ้ำว่า จะสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงจากเชียงใหม่กรุงเทพฯ
นี่เป็นอภิมหาโปรเจกต์ ทุกคนพูดถึงประโยชน์และผลพลอยได้ที่จะตามมา แต่ไม่มีใครพูดสักแอะว่า โครงการขนาดที่ต้องใช้พลังงานจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 2 โรงเป็นเชื้อเพลิงนี้จะมาจากไหน?
มีประมาณการซึ่งเกิดจากผลการศึกษาอย่างเป็นทางการว่า ปริมาณก๊าซในอ่าวไทยซึ่งใช้กันมาตั้งแต่ยุค พิชัย วาศนาส่ง เอ่ยขึ้นมาเป็นปฐมว่า โชติช่วงชัชวาลกำลังจะหมดลงในอีก 13 ปีข้างหน้า
ก๊าซที่ไทยซื้อจากพม่า 2 แหล่งก็จะหมดในช่วงใกล้เคียงกัน
ทุกวันนี้ไทยผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 3.1 หมื่นเมกะวัตต์ ปริมาณใช้ไฟสูงสุดในช่วงร้อนตับแตกเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา พุ่งปรู๊ดไปที่ 2.6 หมื่นเมกะวัตต์ ตัวเลขปริมาณไฟฟ้าสำรองอ่อนไหวมาก เพราะไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเติบโตเท่าใด ปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอีก 1.5% เสมอ เช่น เสียงโม้ล่าสุดว่าจะโตจาก 4.5% เป็น 6.9% ก็ให้พึงเข้าใจว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มเป็น 8.4% เป็นต้น
ถ้าจะสร้างโรงไฟฟ้าโดยใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 7 ปี
ถ้าจะสร้างโรงไฟฟ้าใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี
ถ้าจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10-13 ปี
ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครขยับว่าจะรับมือกับสภาวะที่เกิดขึ้นอย่างไร
เรื่องนี้เกี่ยวพันกับการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นความมั่นคงของประเทศ เป็นเรื่องเกี่ยวพันแม้แต่เงินในกระเป๋าสตางค์ของประชาชน เพราะต้นทุนค่าไฟฟ้าย่อมแปรผันไปตามการผลิตการใช้เชื้อเพลิงแต่ละแบบ นิวเคลียร์อยู่ที่ 3.60 บาท ถ่านหินอยู่ที่ 4.4 บาท ก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 5 บาท เป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนเพราะมีคนได้ประโยชน์จากการบริหารพลังงานของชาติอยู่ในมุมมืดหลายมุม เป็นเรื่องการเมือง เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องของชุมชน ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะวางน้ำหนักไปทางไหนก็ตาม ข้อเท็จจริงที่หลีกไม่พ้นคือ เราต้องหาแหล่งพลังงานมาให้ทันและเพียงพอต่อความต้องการ
วิธีการจะให้ได้มานั้น ซื้อจากเพื่อนบ้านก็ต้องซื้อ
สร้างเองก็ต้องสร้าง
การสร้างโรงไฟฟ้าเองเป็นเรื่องสำคัญเพราะพลังงานเป็นเรื่องความมั่นคง จะฝากลมหายใจทั้งหมดไว้ที่จมูกคนอื่นไม่ได้
เมื่อไม่เหลือที่ให้สร้างเขื่อนอีกแล้ว นั่นหมายถึงว่าไม่ต้องคิดถึงการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ ว่ากันว่าประเทศไทยแดดเปรี้ยงๆ ทำไมไม่ผลิตจากแสงอาทิตย์ ก็มีคำตอบว่า แสงอาทิตย์ไม่ได้ให้พลังงานสม่ำเสมอ การผลิตกระแสไฟฟ้าจำนวนมากจากแหล่งนี้จึงไม่เอื้ออำนวย ทางเลือกที่เหลือคือ
จะผลิตจากก๊าซ LNG
จากถ่านหินนำเข้า
หรือนิวเคลียร์
เหตุการณ์สึนามิถล่มโรงไฟฟ้าฟูกุชิมา เป็นเหตุทำให้เตาปฏิกรณ์ปรมาณูหลอมละลายทำให้คำตอบสุดท้ายถูกปิดตาย
จะว่าไปแล้วเรื่องนี้ยังมีข้อเท็จจริงที่ต้องกรองก่อนตัดสินใจ อาทิ เตาปฏิกรณ์ที่ฟูกุชิมาเป็นแบบเก่า ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีระบบน้ำไหลเข้าไปหล่อเลี้ยง ฯลฯ หรือการปิดโรงไฟฟ้าปรมาณูในญี่ปุ่นก็มิได้ปิดตายอย่างที่เข้าใจกัน หากแต่เป็นการปิดซ่อมและต้องเพิ่มมาตรการป้องกันให้รัดกุมก่อนเพื่อจะเปิดใช้อีกครั้งหนึ่ง แต่สำหรับประเทศไทย การตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้าปรมาณูเป็นเรื่องที่รัฐบาลหรือนักการเมืองคงไม่อยากคิดถึง
ไม่ใช่เพราะเอ็นจีโอต่อต้าน แต่ปราการที่ยากจะฝ่าข้ามได้คือ ทัศนคติของคนไทยต่อนิวเคลียร์ปรมาณูนั้นเชื่อกันฝังหัวว่าเป็นอันตราย
ตั้งที่ไหนก็ได้ ถ้าผลิตไฟมาก็จะใช้ด้วย แต่ถ้ามาตั้งแถวละแวกบ้านแล้วละก็ไม่เอา ไปไกลๆ เลย
ถ้าจะฝ่าข้ามอาการปอดมีรอยแยกซึ่งเกิดจากทัศนคติที่ฝังลึกนี้ ไม่เพียงแต่ต้องให้ความรู้ ความเข้าใจกันอย่างต่อเนื่องขนานใหญ่ แต่ยังต้องอาศัยความกล้าหาญทางการเมืองอย่างยิ่ง ซึ่งคงไม่ต้องหวังสิ่งนี้ เพราะเรื่องอื่นเบากว่านี้ยังไม่เห็นกันเลย
ฉะนั้น ทางเลือกก็เหลืออีก 2 ทาง
การนำก๊าซธรรมชาติซึ่งมีประโยชน์มหาศาลแปรรูปเป็นอะไรได้มากมายมาเผาเข้าสู่ระบบเพื่อผลิตไฟฟ้านั้น มีคำเปรียบเปรยว่า เป็นเสมือนการเผาทองคำทิ้ง ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ได้เป็นคำกล่าวที่เกินเลยนัก แต่ไทยก็ใช้หนทางนี้มานาน แต่เมื่อก๊าซในอ่าวไทยจะหมด จากอีก 2 แหล่งในพม่าที่ซื้อมานานนมแล้ว ก็จะเดินหน้าไปสู่จุดจบแบบเดียวกัน ถ้าเราจะเดินหนทางนี้ก็ต้องวางแผนหาซื้อ พร้อมทั้งดีดลูกคิดรางแก้วให้ดีว่าจะต้องใช้เงินอีกเท่าไหร่ คุ้มไม่คุ้ม
ถ่านหินเล่า?
โรงงานไฟฟ้าถ่านหินสะอาดก็มีให้เลือก
หนทางอื่นๆ ก็ยังมีอีก เช่น ที่ญี่ปุ่น ขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นกับบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าในญี่ปุ่น 10 รายใหญ่ก็ลงขันสร้างไฟฟ้า IGCC นาโกโซ เป็นโรงงานต้นแบบเพื่อผลิตไฟฟ้าโดยใช้ระบบผสมระหว่างถ่านหินกับก๊าซ ซึ่งปรากฏว่าให้ประสิทธิภาพสูงและ มีมลพิษต่ำ
นี่ก็เป็นรูปแบบใหม่ซึ่งทั่วโลกให้ความสนใจอยู่
จะเอาทางไหนก็ได้ สำคัญว่าต้องวางแผนและตัดสินใจเพราะเวลาชักไม่รอท่า
มีสามขาที่ไม่ว่าจะตัดสินใจยังไงก็ต้องคำนึงถึง ไม่ว่าจะเลี้ยงให้ 3 ปัจจัยนี้สมดุลกันหรือไม่ หรือจะเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งก็ตาม
หนึ่ง คือ สิ่งแวดล้อม สอง คือ ราคา สาม คือ คุณภาพของตัวพลังงาน
ไม่ว่าจะใช้ถ่านหิน ใช้ก๊าซ หรือใช้นิวเคลียร์ ก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ สังคม ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ถ้าจะเอาคุณภาพให้ดี ให้มีผลกระทบน้อย ราคาก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง ราคาที่คนต้องจ่ายก็เป็นอีกแบบหนึ่ง
ไม่มีอะไรที่จะไม่กระทบ ไม่มีอะไรที่ได้ใช้โดยไม่ต้องจ่าย
คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ต้องตัดสินใจเรื่องนี้ ที่ผ่านมาคณะกรรมการชุดนี้ยังว่ากันแต่เรื่องเฉพาะหน้า จะตรึงก๊าซไปอีกเท่าไหร่ น้ำมันจะทำยังไง แค่นี้ก็ปาดเหงื่อแล้ว เพราะมันไม่ได้หมูแบบหาเสียงเอามันว่าจะลดน้ำมัน 7 บาท แล้วมามั่วๆ เอาจนเละแล้วก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากรับความเป็นจริง
เรื่องพลังงานดูเหมือนไม่มีเรื่องใดเป็นเรื่องเฉพาะหน้าหรือเรื่องระยะยาว เพราะเรื่องวันข้างหน้าก็ต้องตัดสินใจแล้วตั้งแต่วันนี้ หาไม่เรื่องอภิมหาโปรเจกต์ทั้งหลายก็เป็นเรื่องของแมงโม้เท่านั้นเอง







