
ไก่สดไทยเพิ่มผลิตส่งออกอียู-ลุ้นเข้าญี่ปุ่น
ผู้ผลิตไก่เล็งผลิตเพิ่ม 10% รับตลาดอียูเปิดนำเข้าไก่สดจากไทย มุ่งกระตุ้นส่งออกเพิ่ม หวังประเทศอื่นเปิดนำเข้าตาม
ผู้ผลิตไก่เล็งผลิตเพิ่ม 10% รับตลาดอียูเปิดนำเข้าไก่สดจากไทย มุ่งกระตุ้นส่งออกเพิ่ม หวังประเทศอื่นเปิดนำเข้าตาม
นายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อการส่งออก เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ผลิตไก่เพื่อการส่งออกมีแผนจะขยายกำลังการผลิตไก่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการเปิดตลาดการส่งออกไก่สดไปยังตลาดสหภาพยุโรป (อียู) โดยคาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นอีก 10%
การที่อียูเริ่มเปิดตลาดไก่สดให้กับไทย จะส่งผลให้การส่งออกไก่ในภาพรวมเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 10% จากปีก่อน จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายว่าจะเติบโต 35% โดยจะเริ่มส่งออกไก่สดไปยังอียูได้ในเดือน ก.ค. 2555 โดยไทยมีโควตาการส่งออก 9.2 หมื่นตันต่อปี หรือไตรมาสละ 2.7 หมื่นตัน เสียภาษีนำเข้า 15.4% แต่หากส่งไปนอกโควตา จะเสียภาษีในระดับที่สูงมาก จึงไม่มีผู้ประกอบการส่งออกไปในจำนวนที่เกินโควตาที่กำหนด ซึ่งจากปัจจุบันอียูจะนำเข้าไก่จาก 2 ตลาดใหญ่ คือ บราซิลและไทย
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าตลาดอื่นๆ ที่เคยห้ามนำเข้าไก่สดจากไทยจะทยอยเปิดตลาดให้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นที่เริ่มเข้าไปเจรจาขอเปิดตลาดแล้ว รวมถึงสิงคโปร์และเกาหลี โดยประเทศเกาหลีเคยนำเข้าไก่สดจากไทยอยู่ที่ 34 หมื่นตัน หากสามารถเปิดทุกตลาดได้ภายในปีนี้จะดีมาก
สำหรับการส่งออกไก่โดยรวมปีนี้ คาดว่าจะมีปริมาณอยู่ที่ 5.1 แสนตัน มูลค่า 6.6 หมื่นล้านบาท แต่หากญี่ปุ่นเปิดตลาดให้ในปีนี้ จะส่งออกได้เพิ่มอีก 5 หมื่นตัน และมีมูลค่ารวมประมาณ 7 หมื่นล้านบาท โดยช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ส่งออกไก่และสัตว์ปีกได้แล้ว 1.34 แสนตัน คิดเป็นมูลค่า 1.72 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
“การส่งออกไก่แปรรูปปรุงสุก ไทยส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่เป็นตลาดคนละตลาดกับไก่สด ซึ่งเป็นสินค้าที่ทำง่าย มีขั้นตอนการตัดแต่งให้ตรงความต้องการของลูกค้าเท่านั้น ต่างจากไก่ปรุงสุกที่ยากกว่า เพราะมีเรื่องรสชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง” นายคึกฤทธิ์ กล่าว
สำหรับราคาขายเมื่อเทียบกับปีก่อนก็ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะนี้ราคาทรงตัวอยู่ที่ 4,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน เนื่องจากต้นทุนปรับตัวสูงขึ้นทั้งค่าแรง วัตถุดิบราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ราคาอยู่ที่ 10 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันแกว่งตัว ซึ่งผู้ประกอบการก็ต้องไปเจรจากับลูกค้าเพิ่มขอปรับราคาในสินค้าที่ต้องมีการใช้แรงงานมาก
ขณะที่ตลาดในประเทศนั้น การบริโภคดีขึ้นจากต้นปี โดยราคาขายปรับลดลงในช่วงหลังตรุษจีนและสงกรานต์ เนื่องจากขณะนี้มีการขยายการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาอ่อนตัวลง และทรงตัวอยู่ที่ 40 บาทต่อกิโลกรัม







