posttoday
เปิดแผน กสทฯ มุ่งสู่บริหารโครงข่ายผ่าทางตันสัญญาทรู 3จี แบบ วิน-วิน

เปิดแผน กสทฯ มุ่งสู่บริหารโครงข่ายผ่าทางตันสัญญาทรู 3จี แบบ วิน-วิน

21 พฤษภาคม 2555

ท่ามกลางปัญหาของสัญญาการให้บริการ 3จี ระหว่าง กลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น และ กสท โทรคมนาคม ที่ยังไร้ซึ่งบทสรุปในเวลานี้ และดูเหมือนจะยิ่งบานปลายมากขึ้น หากต่างฝ่ายยังเลือกที่จะดันทุรังไปตามวิถีทางของตัวเอง โดยปราศจากการหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออกของปัญหาร่วมกัน จึงเป็นที่มาของโมเดลใหม่ของ กสทฯ ที่จะฝ่าทางตันเพื่อจบปัญหาทุกอย่างให้เร็วที่สุด

ท่ามกลางปัญหาของสัญญาการให้บริการ 3จี ระหว่าง กลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น และ กสท โทรคมนาคม ที่ยังไร้ซึ่งบทสรุปในเวลานี้ และดูเหมือนจะยิ่งบานปลายมากขึ้น หากต่างฝ่ายยังเลือกที่จะดันทุรังไปตามวิถีทางของตัวเอง โดยปราศจากการหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออกของปัญหาร่วมกัน จึงเป็นที่มาของโมเดลใหม่ของ กสทฯ ที่จะฝ่าทางตันเพื่อจบปัญหาทุกอย่างให้เร็วที่สุด

กิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสทฯ กล่าวว่า แนวทางที่เป็นไปได้ในลักษณะที่รัฐและเอกชนจะอยู่ในฐานะ วินวิน ทั้งคู่ คือ กสทฯ จะเจรจากับเอกชนภายใต้สัญญาสัมปทานทั้งหมด เพื่อขอให้ส่งมอบโครงข่ายทั้งหมดมาให้ กสทฯ บริหารแทน ส่วนเอกชนจะมีหน้าที่ทำการตลาดและดูแลลูกค้าของตัวเอง ซึ่งแนวทางนี้จะทำให้เอกชนทั้ง 4 ราย คือ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค ทรูมูฟ ดิจิตอลโฟน หรือ ดีพีซี รวมถึง บีเอฟเคที ซึ่งเป็นผู้วางโครงข่ายให้กับทรูมูฟเอช มีโครงข่ายร่วมกัน รวมถึงมีสิทธิใช้คลื่นความถี่ได้หลากหลายช่วง ทั้ง 850 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ จากเดิมที่คลื่นความถี่ถูกจำกัดให้ใช้เฉพาะผู้ที่ได้รับสัมปทานเท่านั้น

แนวทางดังกล่าว กิตติศักดิ์ บอกว่าจะเป็นทางออกที่ประนีประนอมที่สุดสำหรับกลุ่มทรู กำลังมีปัญหาเรื่องของสัญญาทรูฮัทช์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะออกมาในรูปแบบใด

แต่หากทรูเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ของกสทฯ ก็ควรจะยกเลิกสัญญาทรูฮัทช์ ที่มีอายุถึง 14.5 ปี แล้วมาเริ่มกันใหม่ทั้งหมด ภายใต้กรอบที่เท่าเทียมกันทุกราย แทนที่จะดื้อดึงว่าสัญญาดังกล่าวถูกต้อง ทั้งๆ ที่มีหลายหน่วยงานให้ความเห็นชัดเจนแล้วว่า สัญญาที่ทำขึ้นนั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ. กสทช. มาตรา 46 ที่กสทฯ ห้ามโอนสิทธิบริหารคลื่นไปให้บุคคลอื่น และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน

ทั้งนี้ แม้หนทางใหม่ของทรูภายใต้เงื่อนไขของ กสทฯ จะทำให้ทรู “ไม่มีความได้เปรียบ” แบบที่ผ่านมา แต่ทรูก็จะ “ไม่มี ความเสียเปรียบ” ผู้ให้บริการรายอื่น เพราะสามารถเช่าใช้คลื่นความถี่ของ กสทฯ ได้ทุกช่วงที่มี เช่นเดียวกับ ดีพีซี ดีแทค และ บีเอฟเคที ที่ทำได้ในลักษณะเดียวกัน จากเดิมที่แต่ละรายจะมีสิทธิ์เฉพาะช่วงคลื่นที่ได้รับสัมปทานเท่านั้น

นอกจากโมเดลที่ กสทฯ เป็นผู้ให้บริการโครงข่ายแบบเบ็ดเสร็จ จะถือเป็นการจบปัญหาสัญญาทรู 3จี แบบละมุนละม่อมแล้ว กิตติศักดิ์ ย้ำว่าโมเดลธุรกิจนี้จะเป็นแสงสว่างของ กสทฯ ที่ไม่ต้องกังวลกับรายได้จากสัมปทานที่จะหายไปอีกด้วย เพราะกสทฯ ตระหนักดีว่าแม้ในทางตัวหนังสือสัญญาของดีแทคจะยังเหลือกว่าอีก 6 ปี

ทว่า ในทางปฏิบัติกลับตรงกันข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. จะเปิดประมูลใบอนุญาตให้บริการ หรือ ไลเซนส์ 3จี เดือน ต.ค. ซึ่งหมายความว่า เมื่อดีแทคเข้าร่วมประมูลและได้คลื่น 3จีไปบริหาร ดีแทคจะต้องโอนย้ายลูกค้าที่มีอยู่ใต้สัมปทานของ กสทฯ ไปที่ระบบ 3จี แน่นอน ดังนั้น การเจรจาเพื่อจบเงื่อนไขสัมปทานก่อนกำหนดเพื่อให้กสทฯ ทำหน้าที่เป็นผู้ให้เช่าโครงข่าย (เน็ตเวิร์ก โพรวายเดอร์) จึงถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดกับทุกฝ่าย และกสทฯ จะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จก่อนที่การประมูล 3จี จะเกิดขึ้นให้ได้

กิตติศักดิ์ กล่าวว่า สัญญาณอันตรายที่กสทฯ ต้องลุกขึ้นมา “ตื่นเต้นและตื่นกลัว” ให้รีบดำเนินการคือตัวเลขประมาณการรายได้ของกสทฯ ในปีนี้ โดยไม่รวมรายได้จากสัมปทานจะขาดทุนสูงถึง 3,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ขาดทุน 2,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า กสทฯ เคยชินกับการ “ยืมจมูกคนอื่นหายใจ” มาโดยตลอด ทั้งที่ทางแก้ปัญหาและทางออกมีให้เห็น เพียงแต่ยังไม่มีการลงมือทำอย่างจริงจัง

“กสทฯ จะเปรียบเหมือนกับ EGAT ภาค Telecom ที่การเชื่อมต่อด้านโครงข่ายจะผ่านกสทฯ หมด ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปเมื่อประมูล 3จี มาถึง” กิตติศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การจะบรรลุให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ สิ่งสำคัญ คือ วิธีการบริหารโครงข่ายของ กสทฯ ที่ต้องชัดเจน และสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนเห็นว่าโมเดลนี้เกิดขึ้นได้จริง และทำให้ทุกฝ่ายอยู่ในการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน โดยภาคเอกชนจะประหยัดเม็ดเงินการลงทุนโครงข่ายได้ถึง 60% จากการใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่ร่วมกัน ขณะที่ กสทฯ มีรายได้จากการบริหารโครงข่ายซึ่งสอดรับกับร่างประกาศการใช้โครงข่ายและสถานีฐานร่วมกันของ กสทช. ที่เห็นว่า กสทฯ และทีโอทีควรเป็นผู้ให้บริการด้านโครงข่าย ดีกว่าดันทุรังแข่งขันด้านการทำตลาดกับเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว

เพราะหนทางข้างหน้า คือ ประเทศไทยต้องก้าวสู่เออีซีปี 2558 ที่ต้องมองภาพใหญ่ระดับตลาดอาเซียน

ดังนั้น หากรัฐและเอกชนหันหน้าเข้าหากันตั้งแต่วันนี้ ก็จะมีแต่ภาพ วินวิน ไม่มีคำว่าแพ้แพ้ หรือ วินลูส อย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน