
ประกันออมทรัพย์สั้นจ่าย5.1%
เอไลฟ์คลอดกรมธรรม์แค่5ปีดึงเงินนักลงทุนจากตลาดหุ้น
เอไลฟ์คลอดกรมธรรม์แค่5ปีดึงเงินนักลงทุนจากตลาดหุ้น
“เอไลฟ์” ส่งประกันออมทรัพย์ระยะสั้น 5 ปี หวังดึงนักลงทุนจากตลาดหุ้น ให้ผลตอบแทน 5.14%
นายเมธี จันทวิมล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอ๊ดวานซ์ ไลฟ์ ประกันชีวิต หรือ “เอไลฟ์” เปิดเผยว่า บริษัทจะเปิดตัวแบบประกันออมทรัพย์ระยะสั้นใหม่ “Growth 5/2” ในงาน “มันนี่ เอ็กซ์โปร 2012” ที่จะถึงนี้ เพื่อดึงนักลงทุนที่ต้องการโยกเงินกำไรที่ได้จากการลงทุนในหุ้นมาพักไว้ที่การออมเงินผ่านประกันชีวิต ซึ่งเป็นแบบคุ้มครองระยะสั้น 5 ปี ชำระเบี้ย 2 ปี โดยได้รับอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 5.14% ตั้งเป้ายอดขายไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท
นายเมธี กล่าวว่า สำหรับแผนการตลาดในช่วงกลางปีนี้ จะมุ่งเน้นเรื่องของการแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่จะขายแต่ละตัวให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ของตลาดเงินและตลาดการลงทุน เนื่องจากในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา จนถึงไตรมาส 2 ในปีนี้ สภาะวะตลาดโดยรวมและทิศทางการลงทุนของตลาดหุ้นยังเป็นบวกอยู่ค่อนข้างมาก โดยมีกำไรเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20% แต่ในช่วงหลังจากนี้นักลงทุนอาจต้องเผชิญกับสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปที่ยังมีความผันผวนอยู่ ซึ่งย่อมส่งผลให้กระแสการลงทุนในตลาดหุ้นไทยลดลง แต่ก็คงไม่ได้กระทบมากนัก จึงออก Growth 5/2 เพื่อมาดึงดูดใจลูกค้า
ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนที่ลูกค้าได้จะปรับสูงขึ้นปีละ 1% แบบขั้นบันได โดยเริ่มปีแรกด้วยอัตราผลตอบแทนที่ 3% แล้วก็ปรับขึ้นเป็น 4% 5% และ 6% จนถึงปีที่ 5 เราก็ให้ที่ 7% เลย ซึ่งค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนที่ลูกค้าได้รับตลอดอายุกรมธรรม์ หรือไออาร์อาร์ จะอยู่ที่ประมาณ 5.14% และเมื่อดูจากผลิตภัณฑ์ประกันออมทรัพย์ที่มีอยู่ในตลาดแล้ว มั่นใจว่าเอไลฟ์ให้อัตราผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาด ส่วนทุนประกันคุ้มครองนั้น ปีแรกอยู่ที่ 110% ปีที่ 25 จะอยู่ที่ 210% และลูกค้าสามารถซื้อจำนวนเริ่มต้นได้ที่ 5 หมื่นบาท5 ล้านบาท
“ลูกค้าไม่ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีระยะสั้นมากจนเกินไป เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีอายุกรมธรรม์เพียง 12 ปี เพราะถึงแม้ว่าจะมีข้อดีคือไม่มีภาระผูกพันนาน แต่อัตราผลตอบแทนที่ได้รับยังไม่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ เป็นการออมเงินที่สั้นเกินไป” นายเมธี กล่าว
นายเมธี กล่าวว่า อยากให้นักลงทุนหรือลูกค้าเงินออมมองว่า การออมเงินผ่านประกันชีวิตมีข้อดีหลายอย่าง คือ ได้ทั้งความคุ้มครอง ได้ทั้งผลตอบแทนที่สูงไม่แพ้เงินฝากประจำ หรือตราสารหนี้ระยะสั้น และผลตอบแทนที่ได้รับก็ไม่เสียภาษี จึงน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่นักลงทุนน่าจะให้ความสนใจด้วยเช่นกัน เพราะอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยในบ้านเราก็ไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น หรือลดลงเท่าไหร่นัก ซึ่งค่อนข้างคงที่อยู่ที่ประมาณ 3%







