posttoday

การกลับมาของคอสตา

14 พฤษภาคม 2555

เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ที่สะเทือนอุตสาหกรรมเรือสำราญ

โดย...ฐาปนา

เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ที่สะเทือนอุตสาหกรรมเรือสำราญ เมื่อเรือหรูระดับโลก ชื่อ คอสตา คอนคอร์เดีย (Costa Concordia) ของบริษัท คอสตา ครุยเซส (Costa Crociere) เกิดอุบัติเหตุชนหินโสโครก ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปมากถึง 32 คน และทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่จองการเดินทางพักผ่อนหย่อนใจกับเรือสำราญต่างๆ โดยเฉพาะของคอสตา ครุยเซสเอง ลดฮวบลงไปอย่างถนัดตา

แต่วันนี้ คอสตา ครุยเซส ที่ถอนสมอหยุดกิจการชั่วคราวได้ประกาศลั่นขอกลับมาลุยธุรกิจอีกครั้ง พร้อมกับเรือลำใหม่ที่ไฉไลกว่าเก่า ในนาม คอสตา ฟาสคิโนซา (Costa Fascinosa) เรือสำราญลำใหม่ล่าสุด ที่เพิ่งจะถอยออกมาจากอู่ต่อเรือมาร์เกรา ในเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา และได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันแรกไปแล้ว เมื่อวันที่ 11 พ.ค.

หลังจากปัญหาที่เกิดขึ้น ตอนนี้ คอสตา ฟาสคิโนซา กลายเป็นเรือสำราญลำใหม่ ที่ได้ขึ้นทำเนียบในฐานะเรือสำราญลำใหญ่ที่สุดในอิตาลี และผู้บริหารของคอสตาฯ ก็เชื่อว่า เรือธงลำใหม่นี้จะนำความรุ่งเรืองและเฟื่องฟูกลับมาให้คอสตาฯ ได้อีกครั้ง ชดเชยกับการที่ต้องเสียชื่อเสียงไปมากจากเหตุการณ์เรือล่มคราวก่อน

การกลับมาของคอสตา

 

น้องใหม่ คอสตา ฟาสคิโนซา อันมีมูลค่ามากถึง 670 ล้านเหรียญสหรัฐนี้ ใหญ่โตมโหฬารด้วยน้ำหนักมากถึง 114,500 ตัน เกิดมาจากฝีมือการต่อเรือ โดย Fincantieri ซึ่งเป็นบริษัทต่อเรือของรัฐ มีขนาดที่สามารถจุผู้โดยสารได้พร้อมๆ กันถึง 3,500 คน แต่ขนาดอันมหึมานี้ ก็ยังถือว่าเป็นรอง เมื่อเทียบกับเรืออีกลำหนึ่งที่กำลังอยู่ระหว่างการต่อเรือ และคาดว่าจะเสร็จในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งมีอัตราการจุผู้โดยสารได้มากถึง 5,000 คน เรียกว่า คอสตาฯ ลุยแหลก ไม่ยอมให้วิกฤตที่เกิดขึ้นมาหยุดยั้งอุตสาหกรรม แต่ใส่เกียร์เดินหน้าอย่างแข็งขัน แถมยังคุยโวว่า ยอดจองของนักท่องเที่ยวที่เคยลดฮวบไปเพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้น ตอนนี้ไหลคืนกลับมาแล้ว จนอาจจะบอกได้ว่า ภาวะอุตสาหกรรมเกือบจะกลับมาสู่สถานการณ์ปกติเหมือนก่อนจะเกิดเหตุการณ์ใหญ่

เพียร์ ลุยจิ ฟอสชี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของคอสตาฯ บอกว่า เป็นเรื่องจริงที่บริษัทไม่สามารถเพิกเฉยกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน ม.ค.ได้ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่กระทบธุรกิจอย่างหนักหน่วง แต่คอสตาฯ ก็กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อปรับปรุงระบบความปลอดภัยอันเป็นหัวใจของธุรกิจนี้

จากการสอบสวนพบว่า อุบัติเหตุในคราวก่อนนั้น หนึ่งในต้นเหตุคือการตัดสินใจผิดพลาดของกัปตันเรือ ที่นำเรือสำราญเข้าใกล้ชายฝั่งมากเกินไป แม้จะมีเสียงเตือนจากลูกเรือหลายคน แต่กัปตันผู้มั่นใจก็ไม่ยอมถอยหลัง นำมาซึ่งโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่น่าสลดใจ ดังนั้นการเดินเรือคราวต่อๆ ไปของคอสตาฯ จะมีระบบใหม่ ที่ลูกเรืออื่นๆ สามารถแสดงความเห็น หรือเสนอแนะแย้งกับผู้นำสูงสุดของเรือได้ เรียกว่า ใช้ระบบหลายหัวดีกว่าหัวเดียว

ในปี 2011 ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุใหญ่ คอสตาฯ ได้ให้บริการแก่ผู้โดยสารมากถึง 2.3 ล้านคน แม้จะมีปัญหาอยู่บ้างจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายวิตกกังวลเรื่องการเงิน การงาน แล้วยิ่งพอมาเจออุบัติเหตุ ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจของคอสตาฯ ชะงัก

อย่างไรก็ตาม ประธานเจ้าหน้าที่บริการของคอสตาฯ ก็มั่นใจว่า หลังจากนี้ไป กิจการจะกระเตื้องขึ้นแน่นอน เพราะหลังจากที่ได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ในขณะนี้ยอดจองของคอสตาฯ ก็ได้กลับมาสู่ระดับเดียวกันกับปีก่อน ในขณะที่บริษัทเองก็ประกาศตัวว่า จะทำทุกอย่างเพื่อให้ระบบรักษาความปลอดภัยสามารถขับเคลื่อนได้อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า

สำหรับเรือลำใหม่ คอสตา ฟาสคิโนซา ที่กำลังเป็นความหวังที่จะมาช่วยฟื้นฟูบริษัทนี้ ถูกออกแบบมาให้เป็นเหมือนเมืองลอยน้ำขนาดย่อม พรั่งพร้อมด้วยช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ภัตตาคารหรู 5 แห่ง บาร์อีก 13 แห่ง และหลายกาสิโนอีกเยอะ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก และความบันเทิงใจอื่นๆ อีกมาก จนขนาดที่บางคนตั้งคำถามว่า เรือลำนี้ใหญ่เกินไปหรือเปล่า แต่คอสตาฯ ก็บอกว่า ไม่ใหญ่ไปหรอก แค่ใหญ่พอที่จะมีทุกสิ่งพรั่งพร้อมสำหรับทุกอย่างที่ลูกค้าต้องการเท่านั้นแหละ

การกลับมาของคอสตา

 

ด้านโอวาร์ด แฟรงค์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ของคาร์นิวาล คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของคอสตาฯ บอกว่า อาจจะมีเศรษฐีบางคนที่คิดว่า อยากเดินทางด้วยเรือลำเล็ก แต่หรูมากกว่านี้ แต่ถึงกระนั้น ก็ยืนยันว่า เรือใหญ่ๆ อย่าง คอสตา ฟาสคิโนซา เองก็อำนวยความสะดวกมากมายให้มากกว่า และน่าจะเหมาะสมกับการที่ต้องใช้เวลาอยู่บนเรือนานพอควร

อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นใหม่ของคอสตาฯ ไม่ได้สดใสไปเสียทั้งหมด เพราะในขณะที่จุดเด่นประการหนึ่งของคอสตาฯ คือการเดินเรือเข้าไปในลำน้ำเวนิสอันเลื่องชื่อของอิตาลี แต่ก็มีผู้ไม่เห็นด้วย และออกโรงมาประท้วงแล้วจำนวนหนึ่ง โดยให้เหตุผลว่า เรือใหญ่ขนาดนี้ไม่ควรจะได้รับอนุญาตให้เข้ามาในลำน้ำเวนิส โดยเฉพาะที่หน้าจัตุรัสเซ็นต์มาร์ค เพราะจะเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นผู้ประท้วงยังแสดงความไม่พอในกรณีซากเรือเก่าของคอสตาฯ ที่จมอยู่ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายด้านการท่องเที่ยวให้อิตาลี เพราะถึงตอนนี้ บริษัทก็ยังกู้ซากเรือออกไปไม่ได้ โดยคอสตาฯ บอกว่า น่าจะใช้เวลาราวๆ 9 เดือนในการลำเลียงเรือที่จมออกไปจากพื้นที่

การประท้วงนี้คงจะไม่เป็นผล เพราะคอสตาฯ ยังเดินหน้าดำเนินธุรกิจต่อไป แถมผู้บริหารเองยังบอกว่า อุตสาหกรรมเดินเรือสำราญมีความสำคัญกับตลาดแรงงานในอิตาลีมาก เพราะไม่ได้เป็นเพียงการนำนักท่องเที่ยวเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น แต่ยังมีความเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมการต่อเรือด้วย และให้ข้อมูลว่า ในช่วง 2 ทศวรรษเศษๆ ที่บริษัทดำเนินธุรกิจนั้น ได้ลงทุนไปแล้วประมาณ 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในการว่าจ้างเพื่อต่อเรือในอิตาลี ทำให้บริษัทเป็นผู้ลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศและในอนาคตต่อจากนี้ บริษัทก็ยังมีแผนการที่จะจ้างต่อเรือที่เวนิสอีก 5 ลำ เรียกว่า ตอกย้ำในฐานะผู้ช่วยเหลือเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาของประเทศมาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับผู้ประท้วงอย่างไม่มีใครยอมใครเลยทีเดียว

เรื่องการต่อสู้ระหว่างผู้ประท้วงกับผู้ประกอบการนี้ คงต้องติดตามกันต่อไป ว่าจะมีอะไรกระทบกระทั่งกันออกมาอีกหรือเปล่า แต่ก้าวใหม่ของคอสตาฯ นี้ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า แม้จะเกิดวิกฤตใหญ่หลวง ถึงขนาดที่หากเป็นผู้ประกอบการที่ไม่สู้บางคนอาจจะต้องเลิกกิจการ แต่คอสตาฯ ก็ปลุกปลอบตัวเองให้ลุกขึ้นมาใหม่ แถมยังกล้าลงทุนต่อเนื่องเพื่อเรียกคืนจากความเสียหายที่เกิดขึ้น ถ้างั้นก็คงต้องให้กำลังใจกันหน่อย แต่หากยังทำไม่ดีและปล่อยให้มีปัญหา ก็คงจะต้องพับฐาน กู่ไม่กลับอีกเลยตลอดกาล งานนี้จึงเป็นเดิมพันใหญ่ที่น่าจับตา

ข่าวล่าสุด

ครม.ใหม่ไม่ใช่ที่ฝึกงาน นายกฯอนุทินชู KPI สู้ 4 วิกฤตสยบกระแสลูกเทพ