
กรุงไทยพานิชฟุ้งกำไร380ล.
จับรายย่อยทำเบี้ย2.6พันล้านขายผ่านแบงก์แม่ตัวแทนเพิ่ม
จับรายย่อยทำเบี้ย2.6พันล้านขายผ่านแบงก์แม่ตัวแทนเพิ่ม
กรุงไทยพานิชประกันภัย พุ่งเป้ารายย่อย ทำเบี้ย 2,600 ล้านบาท กำไร 380 ล้านบาท
นายสุพชัย เปียแก้ว กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าทำเบี้ยประกันภัยในปีนี้ให้ได้ 2,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 21% ซึ่งในช่วง 4 เดือนแรกที่ผ่านมา บริษัทก็ทำเบี้ยได้แล้ว 1,060 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าปีนี้ทำเบี้ยได้ตามเป้าอย่างแน่นอน แบ่งเป็นเบี้ยจากรถยนต์ 20% และที่ไม่ใช่รถยนต์ หรือนันมอเตอร์ 80%ทั้งนี้ บริษัท มั่นใจว่า เบี้ยรับรวมดังกล่าวเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้แน่นอน เนื่องจาก เบี้ย
อย่างไรก็ตาม ปีนี้คาดว่าจะมีกำไรจากการรับประกันภัย 900 ล้านบาท เพิ่มจากปีที่ผ่านมา 58% กำไรจากการลงทุน 230 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 1% จากเงินลงทุนที่มีอยู่ 3,700 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน 6% และจะทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิ 380 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 180%
สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2554 บริษัทมีเบี้ยประกันภัย 2,140 ล้านบาท มีกำไรรับประกันภัย 569 ล้านบาท มีกำไรการลงทุนสุทธิ 229 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน 329 ล้านบาท โดยบริษัทได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและเป็นค่าสินไหมที่บริษัทต้องรับผิดชอบจ่ายเอง 273 ล้านบาท ส่วนค่าสินไหมน้ำท่วมที่เหลืออีกประมาณ 7,000 ล้านบาท เป็นความรับผิดชอบของบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ ดังนั้นจึงส่งผลให้ปีที่ผ่านมามีให้กำไรสุทธิ 136 ล้านบาท
นายสุพชัย กล่าวว่า ส่วนแผนการตลาดในปีนี้จะมุ่งเน้นลูกค้ารายย่อยเป็นหลัก และปรับกลุ่มอายุของลูกค้าให้น้อยลง เน้นขายแบบประกันทุกประเภทผ่านธนาคารกรุงไทยและพัฒนาแบบประกันใหม่ให้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ของธนาคารกรุงไทย เช่น ประกันภัยรถชั้น 2 หรือ ชั้น 3 พิเศษที่ให้ความคุ้มครองน้ำท่วมเพิ่มเติม รวมถึงขยายกลุ่มลูกค้าโครงการขายประกันทางโทรศัพท์ และเพิ่มศักยภาพผ่านช่องทางขายใหม่ๆ ให้มากขึ้น
“ปัจจุบันเรามีสัดส่วนลูกค้าจากธนาคารกรุงไทยและที่เราหาเองอย่างละครึ่ง แต่เราก็จะสร้างตัวแทนและบริษัทนายหน้าให้ได้ยอดขายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการขยายฐานลูกค้าไปต่างจังหวัด ซึ่งปัจจุบันเรามีฐานลูกค้ารายย่อยประมาณ 70% และรายใหญ่ 30%” นายสุพชัย กล่าว
นายสุพชัย กล่าวว่า บริษัทยังตั้งเป้าหมายในการทำอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้นหรืออาร์โออีของบริษัทให้เกิน 2 หลักภายในระยะ 12 ปีนี้ ตามที่ธนาคารกรุงไทยซึ่งเป็นบริษัทแม่มีนโยบายไว้ ซึ่งปัจจุบันอาร์โออีของบริษัทอยู่ที่ 3% เท่านั้น เนื่องจากมีส่วนผู้ถือหุ้นสูงถึง 3,654 ล้านบาท แต่ก็มีข้อดีที่ทำให้มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีเงินกองทุนสูงถึง 557%
ทั้งนี้ ในการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการได้เห็นชอบให้บริษัทแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ซึ่งคาดว่าดำเนินการเสร็จภายในเดือน พ.ค.นี้ แต่ยังไม่มีแผนที่จะเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในขณะนี้เนื่องจากบริษัทมีเงินทุนเพียงพอต่อการบริหารจัดการบริษัทให้เป็นไปตามแผนงานที่ตั้งไว้ภายในปีนี้
เร็วกว่ากำหนดที่ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดไว้ภายในปี 2556 ทั้งนี้ บริษัท คาดว่า
พร้อมกันนี้
ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น้อยมาก ส่วนสาเหตุที่ ROE ของบริษัทอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้กำไรบริษัทช่วงปี54 อยู่ในระดับค่อนข้างน้อยมากที่ 136 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ ROE ของบริษัทเป็นไปตามเป้าหมายที่ KTB ต้องการที่ 2 หลักนั้น บริษัทจำเป็นต้องขยายกิจการและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้ตรงกับกลุ่มลูกค้ามาขึ้น ทั้งนี้ ยืนยันว่า การขยายกิจการดังกล่าวบริษัทไม่มีแนวคิดซื้อกิจการอื่นเข้ามาแต่อย่างไร
ผลการดำเนินงานช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทมีเบี้ยประกันภัยรับรวมประมาณ 2,140 ล้านบาท กำไรรับประกันภัย 569 ล้านบาท กำไรการลงทุนสุทธิ 229 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน 329 ล้านบาท และผลการดำเนินงานดังกล่าวได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมประมาณ 270 กว่าล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิปี 54 ทำได้เพียง 136 ล้านบาทเท่านั้น
สำหรับนโยบายด้านการลงทุนของบริษัทในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายผลตอบแทนจากการลงทุนไว้ที่ระดับ 6% จากพอร์ตเงินลงทุนทั้งสิ้นที่มีอยู่ประมาณ 3,700 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายรายได้จากการลงทุนปีนี้ที่ระดับ 230 ล้านบาท
แผนการลงทุนของบริษัทปีนี้ เน้นลงทุนใน เงินฝากธนาคาร ตั๋วสัญญาใช้เงิน หุ้นทุน หน่วยลงทุน พันธบัตร หุ้นกู้ และเงินให้กู้ยืม ส่วนพอร์ตลงทุนในหุ้นทุนและหน่วยลงทุน รับว่า สามารถสร้างกำไรให้กับบริษัทค่อนข้างมาก ดังนั้น ปีนี้บริษัทยังให้ความสำคัญกับการลงทุนดังกล่าวอยู่ ปัจุบันบริษัทลงทุนในหุ้นทุนและหน่วยลงทุนประมาณ 1,000 กว่าล้านบาทจากพอร์ตเม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้น 3,700 ล้านบาท







