
ลงทุนด้วยหัวใจกำไรเพราะความรัก
เห็นชื่อเรื่องแบบนี้อย่าเพิ่งคิดว่า “มันนี่ทิปส์” เปลี่ยนไปกลายเป็นนิยายรักโรแมนติก
โดย...สวดี ตันกุลรัตน์
เห็นชื่อเรื่องแบบนี้อย่าเพิ่งคิดว่า “มันนี่ทิปส์” เปลี่ยนไปกลายเป็นนิยายรักโรแมนติก เพราะพื้นที่ตรงนี้ยังคงเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ เหมือนเดิม เพียงแต่ช่วงนี้กำลัง “อินเลิฟ” มองไปทางไหนก็เห็นแต่คนมีความรักจูงมือเข้าพิธีวิวาห์กันเต็มไปหมด ทั้งคนเดินดินกินข้าวแกง (แพงชะมัด) ไปจนถึงดารา นักแสดง นักธุรกิจ ผู้บริหาร และมหาเศรษฐี
ในโลกของการลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนในระดับ “มหาเศรษฐี” พวกเขาก็กำลัง “อินเลิฟ” เหมือนกัน แถมยังทำกำไรจากสิ่งที่พวกเขารักได้อีกด้วย
เมื่อต้นปี 2554 Capgemini และ Merrill Lynch ออกรายงาน World Wealth Report 2011 และ AsiaPacific Wealth Report 2011 ซึ่งชี้ให้เห็นว่านับวันการลงทุนในสิ่งที่รัก หรือที่เรียกว่า “Passion Investment” จะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ “เศรษฐีใหม่” จากซีกโลกตะวันออก
vทั้งรัก ทั้งหลง
การลงทุนในสิ่งที่รักของคนระดับเศรษฐีนั้น เป็นทั้งการลงทุนเพื่อความสุขส่วนตัว (ทั้งความนิยมชมชอบส่วนตัวและความภาคภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของ) และคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุน นอกจากนี้ ยังเป็นการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ และช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในสินทรัพย์หลักๆ ได้อีกทางหนึ่งด้วย
ในรายงาน Wealth Report แบ่งกลุ่มของ Passion Investment ไว้ 6 กลุ่ม ได้แก่
ของสะสมที่เป็นสินค้าหรูหรา (ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ด้วย) เช่น รถยนต์ เรือ และเครื่องบินเจ็ต ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมจากเศรษฐีทั่วโลกมากที่สุด โดยเฉพาะเศรษฐีจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเอเชียแปซิฟิก รัสเซีย และตะวันออกกลาง
แต่ถ้ามาไล่เรียงดูในเอเชียแปซิฟิกเป็นรายประเทศ จะเห็นว่าเศรษฐีมาเลเซียจะลุ่มหลงการลงทุนในประเภทนี้มากเป็นพิเศษ เพราะมีสัดส่วนการลงทุนถึง 46% รองมาเป็นไต้หวัน อินโดนีเซีย และจีน
เครื่องประดับ อัญมณี และนาฬิกา ถ้าถามเศรษฐีไทยน่าจะมีการลงทุนในกลุ่มนี้อยู่ไม่น้อย เพราะคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ทั้งเพชร พลอย นาฬิกาแบรนด์หรู ซึ่งเศรษฐีทั่วโลกก็เช่นเดียวกัน เพราะมีสัดส่วนการลงทุนประมาณ 22% แต่ถ้านับเฉพาะเอเชียแปซิฟิก นักลงทุนสิงคโปร์มีสัดส่วนลงทุนสูงถึง 41% รองมาเป็นอินเดีย 37%
นอกจากนี้ นักลงทุนในอาเซียนยังมีแนวโน้มที่จะรักและหลงการลงทุนเครื่องประดับ อัญมณี และนาฬิกาหรู เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเห็นได้จากงานประมูลระดับโลกที่จะได้รับความสนใจจากมหาเศรษฐีในประเทศแถบนี้อย่างล้นหลาม
งานศิลปะ ในบรรดา Passion Investment งานศิลปะน่าจะเข้าใกล้สินทรัพย์ทางการเงินมากที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นเพราะมี “ตลาด” สำหรับซื้อขาย และมีการประเมินราคาที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่เศรษฐีไทยให้ความนิยมลงทุนเช่นกัน ไม่รู้ว่าจะมากหรือน้อยกว่าเศรษฐียุโรปที่มีสัดส่วนลงทุนในงานศิลปะ 27% มากกว่าสัดส่วนของนักลงทุนทั่วโลกที่ลงทุน 22% แต่ยังไม่มากเท่ากับเศรษฐีอินโดนีเซียที่ลงทุนงานศิลปะสูงถึง 34%
แต่ “เศรษฐีใหม่ชาวจีน” ขึ้นชื่อมากๆ ในแวดวงศิลปะว่า ไล่ซื้องานศิลปะทุกแขนง แถมยังทุ่มทุนสู้กันสุดๆ เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจที่จะเห็นราคาประมูลงานศิลปะทำราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ
ของสะสมอื่นๆ ที่ไม่ใช่งานศิลปะ ไม่ใช่เครื่องประดับ อัญมณี และของสะสมหรูหรา น่าจะถูกจัดเข้ามาอยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเหรียญกษาปณ์ ไวน์ และของโบราณ ซึ่งได้รับความนิยมลงทุนจากเศรษฐีทั่วโลกประมาณ 15% ซึ่งใกล้เคียงกับเศรษฐีในเอเชียแปซิฟิกที่มีสัดส่วนลงทุน 18% ซึ่งมูลค่าของการลงทุนในกลุ่มนี้ บางส่วนได้รับแรงหนุนจากราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะเหรียญหายาก
ลงทุนทีมกีฬาและม้าแข่ง ซึ่งรวมเรียกว่า Sport Investment แม้ว่าจะมีสัดส่วนการลงทุนอยู่เพียง 89% แต่การซื้อทีมกีฬาที่รักที่ชอบ น่าจะเป็นอีกเทรนด์หนึ่งของอภิมหาเศรษฐีของโลก โดยเฉพาะจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น รัสเซีย อินเดีย และตะวันออกกลาง ที่ไม่ได้ซื้อทีมกีฬาในประเทศของตัวเองเท่านั้น แต่ข้ามประเทศไปซื้อทีมกีฬาดังๆ ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล และบาสเกตบอล
เบ็ดเตล็ด เช่น ปืน เครื่องดนตรี รวมทั้งสมาชิกคลับต่างๆ น่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมน้อยที่สุด และมีสัดส่วนการลงทุนเล็กน้อยมาก เพราะแทบจะไม่มีนักลงทุนในประเทศไหนที่มีการลงทุนเกิน 5% ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะด้วยตัวมันเองแล้วสินทรัพย์ในกลุ่มนี้มีมูลค่าไม่สูงนัก
vเคล็ดลับการลงทุน
หลายครั้งที่นำเคล็ดลับจากกูรูผู้รู้จริงในการลงทุนในสิ่งที่รักแบบนี้มาเล่าสู่กันฟัง ไม่ว่าจะเป็นเพชร พลอย งานศิลปะ ไวน์ เหรียญกษาปณ์ ธนบัตร นาฬิกาหรู กระเป๋าแบรนด์เนม ซึ่งทำให้ “จับทาง” ได้อย่างหนึ่ง คือ ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จในการลงทุนที่ใช้ “อารมณ์” และความชอบเป็นเครื่องตัดสินมูลค่าแบบนี้ จะต้องรักจริง และเมื่อรักจริงแล้วจะทำให้รู้จริง
เพราะถ้าไม่รู้จริง จะถูกมิจฉาชีพหลอกได้ง่าย
แต่ถ้ารักจริง แต่ไม่รู้ว่าจะรู้จริงหรือเปล่า อาจจะต้องให้ “มืออาชีพ” จัดให้ ซึ่งในการลงทุนสิ่งที่รักหลายประเภทมีมืออาชีพที่เป็นที่ปรึกษาการลงทุน ตั้งแต่ “หาของ” ไปจนถึง “ขายของ” ให้ด้วย นอกจากนี้ ในต่างประเทศยังมีกองทุนรวมที่จะระดมเงินจากนักลงทุนเข้าไปลงทุนสินทรัพย์ประเภทนี้ โดยกองทุนที่มีมากที่สุด คือ กองทุนที่ลงทุนในงานศิลปะ
ในต่างประเทศมีการสำรวจพบว่า เมื่อปี 2554 มีกองทุน (หรือลักษณะอื่นๆ ที่คล้ายๆ กัน) อยู่ถึง 40 กองทุน ใน 13 ประเทศ มูลค่ารวมกันประมาณ 800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท
แต่ไม่ว่าจะรักจะหลงมากแค่ไหน กูรูด้านนี้ยังแนะนำให้เผื่อใจเอาไว้หน่อย เพราะหลายครั้งนักลงทุนจบลงด้วยการเป็นนักสะสม เพราะซื้อมาแล้วขายไม่ออก เพราะฉะนั้นควรจะลงทุนสินทรัพย์ประเภทนี้ไม่เกิน 5% ก็น่าจะพอแล้ว
แล้วความรักจะทำกำไรไม่รู้จบ







