
ธปท.เชื่อเศรษฐกิจวิ่งฉิว6%
การลงทุน-บริโภคฟื้นเร็วเกินคาดประกาศชัดไตรมาส3ต้องขึ้นดอกเบี้ย
การลงทุน-บริโภคฟื้นเร็วเกินคาดประกาศชัดไตรมาส3ต้องขึ้นดอกเบี้ย
ธปท.ปรับตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้จากโต 4.9% เป็น 6% เหตุเศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วกว่าคาด พร้อมส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยในไตรมาส 3 นี้
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ใหม่ โดยคาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้จะขยายตัวที่ระดับ 6% จากเดือน ม.ค. ที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 4.9% และปีหน้าคาดว่าจะขยายตัว 5.8% จาก 6% เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากปัญหาน้ำท่วมเร็วกว่าที่ประเมินไว้ สะท้อนจากการผลิตและการลงทุนฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาด เพื่อเร่งตอบสนองอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศได้เร็วกว่าคาด สอดคล้องกับการบริโภคภาคเอกชนที่เร่งขึ้นมาเหนือระดับก่อนน้ำท่วมมาตั้งแต่เดือน ก.พ.
นอกจากนี้ การส่งออกก็มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมฟื้นเร็วจากการลงทุนซื้อเครื่องจักร ส่วนบริษัทที่ไม่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมก็มีการเร่งผลิตเพิ่ม สอดคล้องกับการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีกว่าคาดมาก ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในระยะต่อไป บวกกับเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีขึ้นอย่างช้าๆ และมีเสถียรภาพมากขึ้น จากความเสี่ยงที่มีน้อยลงจากเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นภาคเอกชนปรับขึ้นเล็กน้อย
จากปัจจัยทั้งในและนอกประเทศข้างต้นแล้ว ผลของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงการลงทุนภาครัฐ นโยบายการเงินและนโยบายการคลังมีส่วนช่วยให้มีแรงขับสนับสนุนให้เศรษฐกิจโตได้ต่อเนื่องด้วย เมื่อบวกกับการลงทุนของเอกชนที่ต้องลงทุนทดแทนซ่อมแซมจากที่เสียหายจากน้ำท่วม การใช้จ่ายการบริโภคในประเทศที่ดีขึ้น ทำให้ ธปท.ปรับคาดการณ์จีดีพีเพิ่มเป็น 6%
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยเริ่มปรับตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว คาดว่าภายในปลายไตรมาส 2 หรือต้นไตรมาส 3 ปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะปกติได้ และเมื่อถึงเวลานั้นการดำเนินนโยบายการเงินหรือดอกเบี้ยนโยบายก็ควรจะกลับเข้าสู่ระดับปกติด้วย เพราะระดับดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันถือว่ายังผ่อนคลายอยู่ สะท้อนได้จากอัตราดอกเบี้ยที่แม้จะยังติดลบอยู่เล็กน้อย ซึ่งการประมาณการครั้งนี้ ธปท.ได้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นสอดคล้องกับเศรษฐกิจด้วย จากเดิมที่ใช้อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันที่ระดับ 3% และขณะนี้เริ่มมีแรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้นจากค่าจ้าง และราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ อุปสงค์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นถือเป็นแรงส่งให้เงินเฟ้อในระยะต่อไปด้วย
“คาดว่าปลายไตรมาส 2 หรือต้นไตรมาส 3 ปีนี้ เศรษฐกิจน่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และเมื่อเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยก็ควรปรับเข้าสู่ระดับปกติด้วย เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อมีมากขึ้น จากผลสำรวจการคาดการณ์เงินเฟ้อและต้นทุนในอีก 12 เดือนข้างหน้าก็ปรับสูงขึ้นแล้ว” นายไพบูลย์ กล่าว
ทั้งนี้ ธปท. ระบุว่า การปรับประมาณการขึ้นระดับ 6% ไม่ถือว่าปรับขึ้นสูงมาก เนื่องจากปรับขึ้นจากฐานะเดิมที่คาดว่าจะลดลงถึง 1% จากปัญหาน้ำท่วม และเมื่อเดือน มี.ค. ก็มีการปรับคาดการณ์จีดีพีขึ้นเป็น 5.7% จากเดือน ม.ค. ที่คาดไว้ 4.9% ไปครั้งหนึ่งแล้ว การปรับคาดการณ์ที่ดีขึ้นถือเป็นการปรับตามแนวโน้มที่ดีขึ้น
สำหรับการปรับประมาณการครั้งนี้ นอกจากจะปรับคาดการณ์จีดีพีแล้ว ธปท.ยังได้คาดการณ์ประมาณการอื่นๆ ใหม่ด้วย โดยปรับคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มเป็น 2.5% จาก 2.2% เมื่อเดือน ม.ค. และเงินเฟ้อพื้นฐานปีหน้าเป็น 2.1% จาก 1.7% ปรับเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้เพิ่มเป็น 3.5% จาก 3.2% และเงินเฟ้อทั่วไปปีหน้าเป็น 3.5% จาก 2.9% เป็นต้น
ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้สรุปทบทวนภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี 2555 โดยมีความเห็นว่าการดำเนินนโยบายต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐของไทย ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากอุทกภัยได้อย่างรวดเร็ว และคาดว่าปีนี้จะขยายตัวได้ 5.5% และปีหน้าจะขยายตัว 7.5% ตามลำดับ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่ดีในระยะสั้น แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และความคืบหน้าของมาตรการป้องกันอุทกภัย
ขณะที่นโยบายการเงินและการคลังแบบผ่อนคลายมีความเหมาะสมในภาวะปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ภาครัฐควรทยอยปรับลดมาตรการกระตุ้นต่างๆ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวและเข้าสู่ภาวะปกติ และมุ่งสู่เป้าหมายกรอบความยั่งยืนทางการคลังในระยะปานกลาง







