
ส่งออกอาหารฉลุย5%
สินค้าเกษตรลั่นไม่กลัวภัยแล้ง ห่วงการเมืองทำเสียบรรยากาศ
โพสต์ทูเดย์
— ประเมินส่งออกอาหาร เกษตร ตลาดสดใส กลุ่มผัก ผลไม้ ไม่หวั่นภัยแล้ง มั่นใจปีนี้โตได้ 5% ห่วงแค่การเมืองเรื่องเดียวรายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า กรมส่งเสริมการส่งออกได้เชิญผู้ประกอบการกลุ่มเกษตรและอาหารหารือถึงสถานการณ์ส่งออกปี 2553 ส่วนใหญ่ยืนยันเป้าหมายส่งออกตามเดิม
กลุ่มข้าว คาดว่าปีนี้จะส่งออก 8.59 ล้านตัน แต่ยังกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดหลักยังเป็นฟิลิปปินส์ สัดส่วน 10% เบนิน 7.9% สหรัฐ 7.6% กลุ่มอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป โต 5% คิดเป็นมูลค่า 2,609 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดหลักสหรัฐ 26.6% ญี่ปุ่น 9.92% ออสเตรเลีย 8.12%
กลุ่มกุ้งสดแช่เย็นและแช่แข็งแปรรูป คาดโต 10% มูลค่า 2,846 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดหลักสหรัฐ สัดส่วน 41.96% ญี่ปุ่น 22.20% แคนาดา 5.90% ผักและผลไม้กระป๋องแปรรูป โต 5% มูลค่า 1,590 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดหลักสหรัฐ สัดส่วน 29%
กลุ่มผลไม้สดแช่เย็นและแช่แข็งและแห้ง โต 5% มูลค่า 753 ล้านเหรียญสหรัฐ มีเพียงไก่สดแช่เย็นและแช่แข็งและแปรรูป โตแค่ 1% มูลค่า 1,452 ล้านเหรียญสหรัฐ
นายไพบูลย์ วงศ์โชติสถิต นายกสมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย เปิดเผยว่า การส่งออกผลไม้ไทยปีนี้คาดว่าจะขยายตัว 5% มูลค่า1,590 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่าไทยจะประสบปัญหาภัยแล้ง แต่ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะขณะนี้ใกล้ฤดูกาลเก็บเกี่ยวแล้ว ซึ่งจะเป็นผลดีต่อคุณภาพผลไม้ไทยมากกว่า โดยเฉพาะผลไม้ที่เป็นตัวส่งออกหลัก เช่น มังคุด ทุเรียน เป็นต้น
ผลผลิตปีนี้ ออกสู่ตลาดเร็วกว่าปีที่แล้วที่ออกเดือน พ.ค. แต่ปีนี้ออกเดือน มี.ค.เม.ย. แต่ถ้าในครึ่งปีหลังปัญหาภัยแล้งยังไม่สามารถแก้ได้ อาจจะกระทบผลผลิตผลไม้ได้ในบางตัว
อย่างไรก็ตาม การส่งออกผักและผลไม้ยังมีปัญหาเรื่องขาดแรงงานเก็บเกี่ยว และค่าจ้างสูง ส่วนตลาดส่งออกยังมองว่าปีนี้โอกาสดีในการมุ่งไปจีนและเพื่อนบ้าน เนื่องจากเปิดเสรีการค้า (เอฟทีเอ) ซึ่งจีนต้องการผลไม้ไทยสูงมาก อีกทั้งระยะทางขนส่งไปจีนได้เปรียบกว่าประเทศอื่น เช่น สหภาพยุโรป (อียู) สหรัฐ ที่มีกฎระเบียบทางด้านสุขอนามัยสูงกว่าจีนมาก
ทั้งนี้ การส่งออกผลไม้ไทยไปจีนมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยส่งออก ไปจีนคิดเป็น 5560% ของการส่งออกผลไม้ไทยทั้งหมด รองลงมาเป็นอินโดนีเซีย มีสัดส่วนการส่งออก 10% ฮ่องกง 10% และอื่นๆ 10% แต่ตลาดจีนยังมีอุปสรรคในเรื่องขอใบอนุญาตการนำเข้า เพราะขณะนี้มีบริษัทของจีนเพียง 2 บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตให้นำเข้าผลไม้จากไทยผ่านทางบก เรื่องนี้อยากให้กระทรวงพาณิชย์เร่งผลักดันให้มีบริษัทนำเข้าผลไม้เพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยมีช่องทางเชื่อมโยงส่งออกผลไม้ไปตลาดจีนได้มากขึ้น
สำหรับสถานการณ์การเมืองถ้าการชุมนุมเป็นไปตามวิถีแห่งกฎหมาย ไม่มีการปิดท่าเรือ หรือปิดสนามบิน จะไม่กระทบการค้าของไทย แต่ถ้ามีการปิดท่าเรือคาดว่าไทยจะเสียความเป็นศูนย์กลางของการส่งออกทันที อยากให้ผู้ชุมนุมคิดถึงส่วนรวมของประเทศให้มากกว่านี้ เพราะไทยมีบทเรียนจากเรื่องดังกล่าวแล้ว







