
แจงขายทะเลสาบ‘คลองจั่น’
ไม่ใช้ประโยชน์ไม่โดนแก้มลิงให้กทม.ใช้ทำ‘สวนสาธารณะ’
ไม่ใช้ประโยชน์ไม่โดนแก้มลิงให้กทม.ใช้ทำ‘สวนสาธารณะ’
การเคหะฯ แจงขายที่ดินทะเลสาบเคหะชุมชนคลองจั่น ยันไม่มีปัญหาสภาพคล่อง และไม่ได้อยู่ในพื้นที่แก้มลิง เล็งเจรจา กทม.ซื้อทำสวนสาธารณะ
นายวิฑูรย์ เจียสกุล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า กรณีการประกาศขายที่ดินบริเวณโครงการเคหะชุมชนคลองจั่น ซึ่งปัจจุบันเป็นทะเลสาบ เนื้อที่รวมทั้งหมด 98 ไร่นั้น เนื่องจากไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการสร้างที่อยู่อาศัยได้ จึงเห็นว่าควรขายที่ดินออกไปตามแนวนโยบายการบริหารสินทรัพย์ เพราะถือเป็นภาระต้นทุน และยืนยันว่าแปลงที่ประกาศขายไม่ได้เป็นที่ดินที่ใช้เป็นแก้มลิงตามแนวพระราชดำริ เพราะเป็นคนละแปลงกัน
สำหรับพื้นที่ดังกล่าว ปัจจุบันกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้เข้ามาใช้ประโยชน์พื้นที่ประมาณ 76 ไร่ จัดทำเป็นสวนสาธารณะนวมินทร์ภิรมย์ ส่วนที่ดินที่เหลืออีก 22 ไร่ การเคหะฯ ได้กันที่ดินไว้ตั้งแต่ต้น เพราะเดิมมีแผนจะถมเพื่อพัฒนาโครงการเคหะชุมชนคลองจั่นระยะที่ 2 บริเวณที่ 1 ซึ่งในขณะนั้นที่ดินแปลงดังกล่าวยังเป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง
อย่างไรก็ตาม ต่อมา กทม.ได้เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้งสองแปลงให้เป็นพื้นที่สีเขียวลาย หรือพื้นที่ประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม ทำให้ไม่สามารถจัดสร้างที่อยู่อาศัยได้
สำหรับกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าการเคหะฯ มีปัญหาทางการเงินจากการพัฒนาโครงการบ้านเอื้ออาทรจนต้องขายที่ดินมาแก้ปัญหาการเงินนั้น ยอมรับว่าโครงการบ้านเอื้ออาทรที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2546 ทำให้การเคหะฯ มีภาระหนี้เพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันได้ขายไปแล้ว 85% และทยอยชำระหนี้จนปัจจุบันมีหนี้เหลือ 4 หมื่นล้านบาท และผลดำเนินงานเริ่มมีกำไรมาตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน
“ในปีงบประมาณ 2555 รอบ 6 เดือนแรก การเคหะฯ มีกำไร 306 ล้านบาท นอกจากนี้ในปี 2554 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้ประเมินการดำเนินงานของการเคหะฯ อยู่ที่อันดับ 6 จากรัฐวิสาหกิจทั้งหมด โดยได้คะแนน 4.2 จาก 5 คะแนน ซึ่งน่าจะยืนยันได้ถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานของการเคหะฯ” นายวิฑูรย์ กล่าว
ขณะเดียวกันได้เลื่อนการประกาศขายที่ดินบริเวณดังกล่าวออกไป 2 เดือน ซึ่งในระหว่างประกาศขายมีผู้สนใจสอบถามข้อมูล 2-3 ราย ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่ 95% เป็นน้ำ และ 5% เป็นพื้นดิน สามารถถมดินได้ 35% ราคาประเมินน่าจะอยู่ที่ตารางวาละ 5,000 บาท หรือรวมทั้งหมด 40-50 ล้านบาท หากรวมที่ดินรอบๆ คาดอยู่ที่ 70-80 ล้านบาท
“โดยส่วนตัวอยากให้ กทม.เข้ามาซื้อที่ดินทั้งสองแปลงเพื่อจัดพื้นที่สีเขียวให้เมือง เพราะที่ผ่านมา กทม.ก็เข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงใหญ่เป็นสวนสาธารณะอยู่แล้ว การพูดอย่างนี้อาจจะมองว่าการเคหะฯ เห็นแก่ตัว แต่ถ้ามองว่าการเคหะฯ เป็นคนซื้อที่ดิน ถ้ายกให้ใครฟรีๆ เวลาถูกประเมินประสิทธิภาพใครเป็นผู้รับผิดชอบ” นายวิฑูรย์ กล่าว







