
เปิดสัมปทานปิโตรฯ รอบใหม่ขอโบนัสด้วย
กรมเชื้อเพลิงฯชงแผนเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่เข้าบอร์ดฯ หลังปรับเงื่อนไขบีบผู้ลงทุนจ่ายโบนัสให้ภาครัฐเพิ่ม
กรมเชื้อเพลิงฯชงแผนเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่เข้าบอร์ดฯ หลังปรับเงื่อนไขบีบผู้ลงทุนจ่ายโบนัสให้ภาครัฐเพิ่ม
นายทรงภพ พลจันทร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการปิโตรเลียมเดือน พ.ค.นี้ จะนำแผนการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ครั้งที่ 21 เข้าสู่การพิจารณาเป็นรอบที่ 2 หลังจากก่อนหน้านี้ที่ประชุมได้ให้กลับไปทบทวนเงื่อนไขการเปิดสัมปทานให้รัดกุมยิ่งขึ้น
สำหรับเงื่อนไขใหม่นั้น ได้เพิ่มสำหรับผู้ที่จะเข้าร่วมประมูลแปลงสัมปทานฯ จะต้องเสนอเงินโบนัสพิเศษให้กับรัฐบาลนอกเหนือจากการจ่ายค่าภาคหลวงและภาษี เนื่องจากมีแปลงสัมปทานฯ หลายแห่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ ควรจะเสนอผลตอบแทนให้รัฐมากกว่าที่เคยดำเนินการมา
ทั้งนี้ แปลงสัมปทานฯ ที่จะเปิดประมูลรอบใหม่ มีทั้งหมด 22 แปลง แบ่งเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11 แปลง ภาคกลาง 6 แปลง และอ่าวไทย 5 แปลง โดยมั่นใจว่าการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบนี้จะได้รับความสนใจจากนักลงทุน เนื่องจากระดับราคาน้ำมันในตลาดโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จูงใจให้เกิดการขุดเจาะสำรวจมากยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะทำให้เกิดการลงทุนด้านธุรกิจปิโตรเลียมหลักแสนล้านบาทในอนาคตได้
นายทรงภพ กล่าว่า ทางกรมฯให้ความสำคัญกับการจัดทำข้อมูลด้านธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์ ของแปลงสัมปทานฯที่จะเปิด เพื่อให้เกิดการยอมรับจากประชาชน ดังนั้นจะต้องมั่นใจว่า หากมีการขุดเจาะสำรวจจริงจะไม่ถูกต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งหมายความว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชน เพราะที่ผ่านมายังขาดการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารที่ดีทำให้เกิดการร้องเรียนและต่อต้านไม่ให้มีการขุดเจาะสำรวจแหล่งปิโตรเลียม ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการของผู้ลงทุน
สำหรับการจัดเก็บรายได้ปิโตรเลียมในปี 2555 คาดการณ์จะมีรายได้จากค่าภาคหลวงปิโตรเลียมสูงถึง 5.5 หมื่น ล้านบาทเทียบจากปีที่แล้วรายได้ค่าภาคหลวงปิโตรเลียมอยู่ที่4.8หมื่นล้านบาท ในขณะที่รายได้จากผลประกอบการด้านปิโตรเลียมจะเพิ่มเป็น 7หมื่นล้านบาทจากปีที่แล้ว 6 หมื่นล้านบาท เนื่องจากระดับราคาน้ำมันตลาดโลกที่สูงขึ้นและกำผลิตการผลิตปิโตรเลียมก็เพิ่มขึ้นจากปีก่อนด้วย
อย่างไรก็ตามไทยต้องเร่งจัดหาแหล่งพลังงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณสำรองโดยเฉพาะก๊าซธรรมาชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า จะสามารถใช้ได้อีก 10 ปีเท่านั้น ไม่เช่นนั้นต้องใช้วิธีนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)จากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาที่สูงส่งผลต่อต้นทุเชื้อเพลิงได้ในระยะยาว







