posttoday
"โกร่ง" ฟุ้งนายกฯ เชื่อมือ ทำได้แค่ 50% ที่ผมฝันก็พอใจแล้ว

"โกร่ง" ฟุ้งนายกฯ เชื่อมือ ทำได้แค่ 50% ที่ผมฝันก็พอใจแล้ว

26 เมษายน 2555

วีรพงษ์ รามางกูร กล่าวว่า ประเทศไทยในช่วงนับจากนี้ไปจะต้องเตรียมพร้อมใน 2 เรื่อง คือ 1.การก้าวไปเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใช้ทุนมากขึ้น ใช้เครื่องจักรมากขึ้น และใช้ความรู้จากข้อมูลข่าวสารมากขึ้น แต่ต้องใช้แรงงานที่น้อยลง

วีรพงษ์ รามางกูร กล่าวว่า ประเทศไทยในช่วงนับจากนี้ไปจะต้องเตรียมพร้อมใน 2 เรื่อง คือ 1.การก้าวไปเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใช้ทุนมากขึ้น ใช้เครื่องจักรมากขึ้น และใช้ความรู้จากข้อมูลข่าวสารมากขึ้น แต่ต้องใช้แรงงานที่น้อยลง

2.ค่าจ้างแรงงานที่ต้องเพิ่มขึ้น จากที่แนวโน้มการเปิดตลาดและการทำข้อตกลงเสรีทางการค้าที่ไทยทำไว้กับประเทศต่างๆ จะมีมากขึ้น จึงทำให้รัฐบาลไม่สามารถโอบอุ้มอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากและราคาถูกได้อีกต่อไป

“การจะหวังให้รัฐบาลอุ้มอุตสาหกรรมอัสดงคตที่มีแรงงานมาก ราคาถูก คงจะไม่ได้แล้ว ซึ่งค่าจ้างจะต้องเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้เราต้องเผชิญแน่นอน ทั้งเรื่องค่าจ้าง การขาดแคลนแรงงานจากที่แรงงานต่างชาติจะหดหายไป เมื่อประเทศของเขามีการพัฒนามากขึ้น” วีรพงษ์ กล่าว

วีรพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันหัวรถจักรเศรษฐกิจของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว จากเดิมที่เป็นสหรัฐและสหภาพยุโรป (EU) แต่ขณะนี้ได้กลายมาเป็นจีน อินเดีย บราซิล และรัสเซียแทน ซึ่งประเทศไทยและประเทศในอาเซียนจะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงหัวรถจักรเศรษฐกิจโลกที่กำลังเกิดขึ้น เนื่องจากไทยอยู่ใกล้กับทั้งจีนและอินเดีย นอกจากนี้ไทยเองยังจะได้โอกาสมากสุดจากการที่พม่าเปิดประเทศและรับการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ดี หลังจากที่พม่าเปิดประเทศแล้ว จะทำให้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมด้านต่างๆ มากขึ้น ซึ่งจะทำให้แรงงานพม่าที่กระจายอยู่ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในไทยหันกลับเข้าไปทำงานในประเทศตัวเองมากขึ้น ดังนั้นการที่อุตสาหกรรมไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติจำนวนมากจึงเป็นสิ่งที่ต้องคิด และควรปรับเปลี่ยนเป็นการใช้แรงงานคุณภาพสูงแทน

“การที่เรายังอยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมาก ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่ขาดแคลนแรงงานนั้น เราควรจะต้องเลื่อนฐานะมาเป็นแรงงานคุณภาพสูงขึ้น เพราะฉะนั้นภาคธุรกิจของเราต้องเตรียมปรับตัวจากการที่เป็นอุตสาหกรรมใช้แรงงานมากและการหวังเพียงแรงงานราคาถูกจากพม่า ลาว กัมพูชา” วีรพงษ์ ระบุ

ประธาน กยอ. กล่าวว่า หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา ทำให้ฐานะของประเทศไทยพลิกผันจากหน้ามือมาเป็นหลังมือ โดยเฉพาะจากเดิมที่มีการใช้จ่ายลงทุนมากกว่าการออม แต่ปัจจุบันกลับพบว่ามียอดการออมมากกว่าการใช้จ่ายลงทุน โดยมียอดการออมถึง 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ประกอบกับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอีกราว 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้การส่งออกที่มากกว่าการนำเข้ายังมีผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นและฉุดให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศต่ำกว่าศักยภาพจริงที่มีอยู่ ทำให้หลายประเทศในอาเซียนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แซงหน้าไทยไปแล้ว

“ที่ผ่านมาเราออมเงินกันมากจากผลพวงของวิกฤตต้มยำกุ้ง เพราะฉะนั้นเรื่องเงินไม่มีปัญหา แต่เรื่องวินัยการเงิน การคลัง และกรอบการเงินการคลังจะต้องรักษาให้เข้มแข็ง...ผมบอกรัฐบาลว่าอย่ากังวล การที่เรามีมากไปกลับเป็นปัญหาว่าเราจะใช้เงินให้ทันกับเงินออมได้อย่างไรมากกว่า” วีรพงษ์ กล่าว

วีรพงษ์ มองว่า จากที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตอุทกภัยในปี 2554 นั้น ทำให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในไทยทั้งหมด ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีระบบบริหารจัดการน้ำของทั้งประเทศ การพัฒนาลุ่มน้ำ และการสร้างเขื่อนที่แม้จะต้องยอมขัดใจกับกลุ่ม NGOs เพราะหากไม่ดำเนินการอาจจะเกิดความเสียหายมากขึ้นในอนาคต

ประเทศไทยจำเป็นต้องลงทุนนอกจากระบบบริหารจัดการน้ำแล้ว ยังต้องปรับปรุงระบบการขนส่งทั้งทางอากาศ ทางน้ำ และทางราง โดยในส่วนของทางอากาศนั้น จะต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการลดความแออัดของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในระหว่างที่ยังก่อสร้างเฟส 2 ไม่แล้วเสร็จ ซึ่งต้องไปใช้ประโยชน์จากท่าอากาศยานดอนเมืองให้มากขึ้น รวมทั้งปรับปรุงการเชื่อมโยงในระบบแอร์พอร์ตลิงก์ให้ไปถึงสนามบินดอนเมืองได้ด้วย

ส่วนทางน้ำนั้น จะต้องขยายท่าเรือน้ำลึกที่ปัจจุบันถือว่ารองรับเต็มที่แล้ว ทั้งท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังและท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุด รวมทั้งการขยายนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่โดยรอบท่าเรือเพิ่มเติม ส่วนการขนส่งระบบรางนั้น มองว่าประเทศไทยมีความล้าหลังมาก ซึ่งเห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้องมีระบบรถไฟรางคู่แล้ว ยังจำเป็นต้องมีรถไฟความเร็วสูงด้วย โดยเริ่มดำเนินการลงทุนก่อสร้างในระยะทางที่มีความเป็นไปได้ก่อนโดยไม่จำเป็นต้องรอก่อสร้างในคราวเดียวกันทั้งเส้นทาง เช่น สายเหนือ จากแผนเดิม กรุงเทพฯเชียงใหม่ ก็ลงมือสร้าง กรุงเทพฯพิษณุโลก ก่อน สายตะวันออก จากแผนเดิม กรุงเทพฯระยอง ก็ลงมือสร้างในส่วนของ กรุงเทพฯชลบุรี ให้ได้ก่อน หรือแม้แต่ กรุงเทพฯมาเลเซีย ก็ลงมือสร้างในส่วนของกรุงเทพฯหัวหิน ให้ได้ก่อน เป็นต้น

วีรพงษ์ กล่าวในตอนท้ายว่า สิ่งที่ผมได้พูดมานั้นเคยเสนอ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไปแล้ว ซึ่งนายกฯ แสดงความเห็นด้วยเกือบทั้งหมด และมองว่า หากสิ่งที่ได้เสนอไปในครั้งนี้เป็นจริงได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ก็ถือว่าได้ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว

“ผมเสนอท่านนายกฯ ไปแล้ว ท่านเอาด้วยเกือบหมด ท่านบอกให้ผมฝันไป เพราะถ้ารัฐบาลทำได้อย่างน้อย 50% ที่ผมฝัน ผมก็พอใจแล้ว ผมจะฝันไปเรื่อยๆ และผลักดันไปเรื่อยๆ ถ้าได้ 5060% ในอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้า ผมก็ถือว่าผมได้ทำงานชดใช้ประเทศชาติแล้ว” วีรพงษ์ กล่าวในตอนท้าย

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน