posttoday
อุตสาหกรรมไทย ได้เวลาเปลี่ยน Paradigm?

อุตสาหกรรมไทย ได้เวลาเปลี่ยน Paradigm?

09 มีนาคม 2553

....นิพนธ์ สุรพงษ์รักเจริญ

 

แม้ว่าในปัจจุบันประเทศไทยจะมีการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากสัดส่วนของภาคอุตสาหกรรมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มีสัดส่วนสูงถึง 40%

เมื่อพิจารณาโครงสร้างของอุตสาหกรรมไทย พบว่ายังมีปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน นั่นคือ ไทยเป็นผู้นำเข้าเครื่องจักรกลรวมทั้งชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ปีละกว่า 4 แสนล้านบาท เพื่อนำมาผลิตสินค้าอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ หรือนำมาเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ดังนั้น จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่าถึงเวลาหรือยังที่ภาคอุตสาหกรรมไทยจะหันมาใช้เทคโนโลยีที่มาจากนวัตกรรมการคิดค้นของคนไทยเอง

 

จากตัวเลขดังกล่าวก็จะเห็นได้ว่าประเทศไทยเสียดุลการค้าจากการนำเข้าเครื่องจักรกลในแต่ละปีไม่ต่ำกว่าปีละ 3 แสนล้านบาท สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรมไทยที่ส่วนใหญ่จะมีลักษณะดังที่ สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตผู้ช่วย รมว.พาณิชย์ ได้กล่าวว่า “ภาคอุตสาหกรรมไทย เป็นอุตสาหกรรมที่จัดอยู่ในประเภททำมากแต่ได้ผลตอบแทนน้อย”

ดังนั้น จึงควรหันมามองว่าทำอย่างไรจึงจะพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้มีผลิตภาพในการผลิตเพิ่มสูงขึ้น คือ ทำมากได้ผลตอบแทนมาก แล้วพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปสู่เป้าหมายสูงสุดดังที่หลายประเทศประสบความสำเร็จมาแล้ว นั่นคือ ทำน้อยแต่ได้ผลตอบแทนมาก

จะเห็นได้ว่าโจทย์ใหญ่ของบ้านเรา ก็คือต้องพยายามช่วยกันลดอัตราการนำเข้าเครื่องจักรที่มาจากต่างประเทศ โดยสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างเทคโนโลยีในการผลิตเครื่องจักรกลขึ้นใช้เอง

เรื่องนี้ได้มีความพยายามเมื่อหลายปีที่แล้ว โดย สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้เชื้อชวนผู้ประกอบการจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการที่อุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีในการสร้างเครื่องจักร เพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยสร้างความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทั้งจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีอยู่ในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมไปถึงสภาอุตสาหกรรมต่างจังหวัดทั่วประเทศในขณะนั้น นับว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนไปสู่นโยบายที่จะเป็นวาระแห่งชาติได้

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าถ้าเพียงเราสามารถลดรายจ่ายจากการนำเข้าเครื่องจักรกลจากต่างประเทศได้เพียงปีละ 20% ก็จะเป็นตัวเลขไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นล้านบาทต่อปี หากตั้งเป้าหมายดังกล่าวนี้ในระยะยาวสัก 10 ปี ก็จะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายจากการนำเข้าเครื่องจักรกลจากต่างประเทศได้ถึง 8 แสนล้านบาทต่อปี

ปัจจุบันทราบว่า คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ความสนใจเรื่องดังกล่าวและพยายามจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จ ก็จะขยายผลให้เป็นวาระแห่งชาติต่อไป

ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงภาคการศึกษา อันประกอบด้วย มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา จะได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว และช่วยกันเพื่อหาแนวทางในลดการนำเข้าเครื่องจักรกลอย่างจริงจัง

เพราะหากเราทำได้นอกจากจะช่วยลดการขาดดุลการค้าจากต่างประเทศ ยังเป็นการพัฒนาความรู้ทางด้านเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นภายในประเทศ สถาบันการศึกษาก็จะมีองค์ความรู้ไปใช้ในการเรียนการสอน ภาคอุตสาหกรรมจะเกิดการพัฒนานวัตกรรมในระบบ สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีไปยังธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นเส้นเลือดที่สำคัญของภาคอุตสาหกรรมของประเทศให้มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดการสร้างงาน และยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้เกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมไทยได้อย่างยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค