
วิริยะพึ่งยอดขายรถดันเบี้ย
ปีนี้โตอีก10%เกิน1.7หมื่นล. เน้นตัวแทนขายคู่สินค้าใหม่
โพสต์ทูเดย์
— วิริยะประกันภัยมั่นใจปีนี้เติบโต 10% หลังปีที่แล้วทำเบี้ยได้ 1.7 หมื่นล้านบาทนายอานนท์ โอภาสพิมลธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเติบโตให้ได้ประมาณ 10% และสอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีกำไรประมาณ 350 ล้านบาท มีเบี้ยรับรวม 17,478 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปี 2551 แบ่งเป็นเบี้ยรถยนต์ 16,281 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.5% แยกเป็นเบี้ยรถยนต์ภาคสมัครใจ 13,739 ล้านบาท และเบี้ยรถยนต์ภาคบังคับ(พ.ร.บ.) 2,541 ล้านบาท
สำหรับเบี้ยที่ไม่ใช่รถยนต์หรือนันมอเตอร์นั้น มีเบี้ยรับรวม 1,197 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 38% แยกเป็นประกันอัคคีภัย 231 ล้านบาท ประกันภัยการทางทะเลและขนส่ง 84 ล้านบาท และประกันภัยเบ็ดเตล็ด 881 ล้านบาท
ด้านช่องทางการขายในปีนี้ ยังเน้นขายผ่านตัวแทนเป็นหลัก และนั้นคือการเพิ่มสัมพันธภาพที่ดีกับตัวแทน และให้พนักงานซึ่งได้รับการฝึกอบรมด้านเทคนิคการประกันภัยเพิ่มขึ้น ทำหน้าที่ดูแลช่วยเหลือตัวแทนในการขายให้มากขึ้น และท้ายที่สุดก็คือการให้ลูกค้าได้รับประโยชน์มากที่สุด นอกจากนั้นบริษัทฯ ยังให้ความสำคัญต่อการประกันภัยสำหรับผู้เอาประกันภัยรายย่อยซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ หรือไมโครอินชัวรันส์มากขึ้น ด้วยการสร้างตัวแทนสำหรับการประกันภัยรายย่อยให้เพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังจะมีการพัฒนาแบบประกันนันมอเตอร์อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้ออกแบบประกัน
“กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ : Medical Malpractice Insurance” ขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจทั้งต่อแพทย์ และคนไข้ที่เข้ารับการรักษา โดยบริษัทมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไว้คอยให้คำปรึกษาเมื่อแพทย์ประสบปัญหาเรื่องการถูกฟ้องร้อง ซึ่งกรมธรรม์นี้จะให้ความคุ้มครองความรับผิดชอบของผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ ทั้งการรักษาในคลินิกส่วนตัว หรือในโรงพยาบาล ด้วยเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นที่ 1.2 หมื่นบาทต่อปี ความคุ้มครองสูงสุด 1 ล้านบาทต่อครั้ง ไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อปี เป็นกรมธรรม์ที่รองรับการที่ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์มีโอกาสถูกคนไข้ฟ้องร้องได้หากมีการรักษาพยาบาลผิดพลาดนางสาวกานดา วัฒนายิ่งสมสุข รองผู้จัดการฝ่ายการตลาด กล่าวกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ว่า วิริยะประกันภัยในฐานะองค์กรเอกชน ซึ่งตระหนักถึงความเป็นส่วนหนึ่งในสังคมไทย ที่ต้องร่วมดูแลเอาใจใส่ และตอบแทนสังคม บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของ CSR หรือความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในสังคม เพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้นจึงได้จัดให้มีการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยให้การสนับสนุน และจัดกิจกรรมเพื่อสังคมทุกรูปแบบนอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้ร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน สร้างสรรค์กิจกรรมและโครงการสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมอีกมากมาย โดยมุ่งหวังให้คนไทยมีระดับคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น พร้อมๆ กับความเจริญก้าวหน้าและความยั่งยืนของสังคมแห่งความเอื้อเฟื้อในรูปแบบของคนไทยสืบไป ไม่ว่าจะเป็นโครงการ ก. ไก่ใส่ตู้, โครงการเด็กรักอ่าน บ้านมีสุข, โครงการเยาวชนรู้รอดปลอดภัย, โครงการอบรมเสริมความรู้ให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์ และโครงการวิริยะลดความเครียดบนถนน หรือ Traffy ศูนย์ข้อมูลจราจรในมือคุณ เป็นการรายงานสภาพการจราจรผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น
โครงการ Traffy ศูนย์ข้อมูลจราจรในมือคุณ นี้บริษัทฯ ได้ร่วมกับ หน่วยปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีเครือข่าย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ด้วยการนำโปรแกรมรายงานสภาพการจราจรในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อเป็นข้อมูลในการเดินทางฟรี สำหรับการวางแผนการเดินทางเพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ติดขัด ทั้งยังคาดการณ์สภาพจราจรล่วงหน้าได้อีกด้วย จึงเป็นการช่วยลดมลพิษในอากาศ และลดพลังงานน้ำมันที่ต้องสูญเสียในเวลาที่รถติดเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง
“
ระบบ Traffy เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อบรรเทาปัญหาทางด้านการจราจร อีกทั้งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ยังไม่มีองค์กรภาคเอกชนองค์กรใดนำมาปรับใช้ในธุรกิจ โดยผู้สนใจสามารถลงทะเบียนสมาชิกผ่านทางเว็บไซต์และโทรศัพท์มือถือแล้วเข้าสู่ระบบ มองหาข้อมูล อาสาจราจร (iShare) เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมแบ่งปันข้อมูลได้แล้ว” นางสาวกานดา กล่าวนอกจากโครงการที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว บริษัทฯ ยังมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ อีกมากมาย รวมถึงการบริจาคเงินเพื่อสาธารณะประโยชน์ ซึ่งการกำหนดกลยุทธ์ CSR ของบริษัทนั้นมุ่งเน้นที่ความต้องการของสังคมและเป้าหมายทางธุรกิจประกอบกันเพื่อให้เกิดประโยชน์และคุณค่าอย่างแท้จริงทั้งต่อสังคมและองค์กร จะเห็นได้ว่า CSR ของบริษัทฯ ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อแสดงให้รู้ว่า วิริยะประกันภัย รับผิดชอบต่อลูกค้าเท่านั้น แต่ยังมองไปถึงความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ฉะนั้นการลงทุนเพื่อสังคมถึงแม้จะวัดค่า หรือวัดผลตอบแทนที่เป็นตัวเลขไม่ได้ แต่สามารถบอกกล่าว อธิบายถึงความสำคัญ ความจำเป็นให้กับทุกคนได้เข้าใจว่าสิ่งที่ทำนั้นมีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร ดังนั้นความสำเร็จในธุรกิจและการยอมรับในวันนี้ล้วนมาจากวิสัยทัศน์และนโยบายของผู้บริหารทั้งสิ้นที่ไม่เพียงแต่มุ่งพัฒนาธุรกิจเพียงอย่างเดียวแต่ยังให้ความสำคัญและดูแลรับผิดชอบสังคมควบคู่อีกทางหนึ่งด้วย
“
การที่เรามีผลประกอบการเป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องมาจากการบริหารงานของเราได้ให้ความสำคัญแก่ผู้มีส่วนร่วมหลัก ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนและนายหน้ากว่า 6,000 ราย พนักงาน และศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัย ที่พร้อมให้บริการด้านการซ่อมรถยนต์กว่า 430 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มพันธมิตรธุรกิจที่ร่วมมือกันนำส่งบริการที่ดีแก่ลูกค้า และผลักดันให้เรายังเป็นผู้นำตลาดวิริยะประกันภัย” ยังคงสถานะบริษัทประกันวินาศภัยที่เป็นผู้นำตลาดในปัจจุบันมาอย่างต่อเนื่องถึง 17 ปี จาก 63 ปี ในการให้บริการ” นายอานนท์ กล่าวนอกจากนี้เพื่อเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้บริโภคล่าสุด
“วิริยะประกันภัย” ได้รับรางวัล “บริษัทประกันภัยยอดเยี่ยมแห่งปี 2009 หรือ World Finance Insurance Awards 2009” จากนิตยสาร World Finance ประเทศอังกฤษ ซึ่งได้คัดเลือกให้ วิริยะประกันภัย เป็นบริษัทประกันวินาศภัยยอดเยี่ยมประจำปี 2009 รายแรก และรายเดียวของประเทศ โดยปัจจัยที่ทางนิตยสาร World Finance นำมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาประกอบด้วย จุดเด่นในการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่มีความซื่อตรง และจริงใจในการให้บริการแก่ลูกค้า ตามสโลแกนของบริษัทที่ว่า “ความเป็นธรรมคือนโยบาย” ความพึงพอใจของลูกค้า ยอดขายและอัตราการเติบโตของบริษัท นโยบายการดูแล และพัฒนาบุคลากร การตอบแทนกลับคืนสู่สังคมด้วยการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง จริงจัง และยั่งยืน






