
สถานการณ์ปัจจุบันเศรษฐกิจการเงินโลก
ในช่วงหยุดเทศกาลสงกรานต์จนถึงสัปดาห์นี้มีข้อมูลเศรษฐกิจ การเงินของทั้งโลกที่น่าสนใจ ซึ่งผมวิเคราะห์เป็นประเด็นๆ ดังนี้
ในช่วงหยุดเทศกาลสงกรานต์จนถึงสัปดาห์นี้มีข้อมูลเศรษฐกิจ การเงินของทั้งโลกที่น่าสนใจ ซึ่งผมวิเคราะห์เป็นประเด็นๆ ดังนี้
1) ผลการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) บอกว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้นเพราะความตึงเครียดในยุโรปลดลงจากปลายปีที่ผ่านมา ถ้าธนาคารกลางยุโรป (ECB) ไม่พิมพ์เงินยูโรเข้าระบบ (LTRO) ผลคือ ในกรณีเลวร้ายคือ เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก กรณีพื้นฐานคือ การชะลอตัวลงอย่างมากของเศรษฐกิจโลก แต่เมื่อ ECB พิมพ์เงินยูโรในปลายปี 2554 และพิมพ์อีกครั้งในต้นปี 2555 ผลคือความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอลงอย่างมากนั้นลดลงและนำไปสู่การฟื้นความมั่นใจของนักลงทุนและบริษัทต่างๆ ในภาคการผลิตและบริการ
แต่เราต้องไม่ลืมว่าสถานการณ์เศรษฐกิจนั้นเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ในสัปดาห์นี้ สถานการณ์สเปนกลับมาสร้างความกังวลแก่ตลาดดังที่ผมจะวิเคราะห์ในข้อต่อไป แต่ผลการวิเคราะห์ของ IMF น่าจะใช้ข้อมูลทั้งหมดในสิ้นไตรมาสแรกของปีนี้มาวิเคราะห์ ซึ่งถ้าต้นเดือน เม.ย. 2555 ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่าการวิเคราะห์ของ IMF ยังคงใช้ได้อยู่ แต่เมื่อข้อมูลตัวเลขจีดีพีจีนออกมาและสถานการณ์สเปนล่าสุด อาจจะทำให้เศรษฐกิจโลกในปีนี้ ขยายตัวน้อยกว่าการคาดการณ์ของ IMF ที่ 3.9%
2) ข้อมูลของเศรษฐกิจจีนในไตรมาสแรกของปีนี้ที่ขยายตัวที่ 8.1% บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอลง โดยที่โครงสร้างของเศรษฐกิจจีนนั้นขับเคลื่อนด้วยการลงทุนจากภาครัฐ เพราะสัดส่วนของการลงทุนของจีนต่อจีดีพีนั้นสูงมากผิดปกติโดยอยู่ที่ประมาณ 40% ที่ผ่านมาจีนกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนมาโดยตลอด แต่ผลตามมาคือหนี้เสียในส่วนของวิสาหกิจรัฐบาลท้องถิ่นจีน (LGFV) เพิ่มสูงมากและจะสร้างปัญหาต่อระบบการเงินของจีนในอนาคต ดังนั้น รัฐบาลจีนเริ่มเข้ามาตรวจสอบและจัดการแก้ปัญหา ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ตามมาคือ LGFV จะลดการลงทุนลง ผลคือเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง
การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนอาจจะต่ำกว่า 8% ได้ โดยอาจจะอยู่ที่ 7.87.9% ซึ่งอันที่จริงรัฐบาลจีนประกาศจีดีพีที่พึงประสงค์ว่าควรอยู่ที่ 7.5% ต่อปี แต่ตลาดกลับไม่ชอบ เพราะถ้าจีนมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราที่สูงจะเป็นผลดีกับคนกลุ่มนี้มาก โดยถือว่า “มี Story ของการลงทุน” ซึ่งสามารถกระตุ้นการเพิ่มขึ้นของราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ การปรับขึ้นของราคาหุ้นในประเทศอื่นๆ (ยกเว้นหุ้นจีน เพราะจีนคุมฟองสบู่ตลาดหุ้นและอสังหาเข้มงวดมาก) การเพิ่มขึ้นของค่าเงินของประเทศที่ค้าขายกับจีน
อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าจีนมีศักยภาพทางการเงินสูงมากในการกระตุ้นฟองสบู่เป็นสิบปี แต่ถ้าเลือกทางนั้นคือกระตุ้นผ่านงบลงทุน ในที่สุดจะตามมาด้วยการชะลอลงจนจีดีพีต่ำกว่า 6.5% หรือการถดถอยของเศรษฐกิจจีนใน 1015 ปีนี้แน่นอนแต่จะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับฟองสบู่ที่รัฐบาลจีนจะสร้างต่อ ถ้าฟองสบู่ใหญ่มาก ผลคือ เป็นวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ภายใต้รัฐบาลจีนปัจจุบัน ผมคิดว่ามีโอกาสน้อยมากที่จีนจะใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแรงผ่านการลงทุน โดยนโยบายที่คาดว่าจีนจะใช้คือการผ่อนคลายความเข้มงวดของสินเชื่อ และลดอัตราเงินสดสำรองส่วนเกิน (RRR) ของธนาคารพาณิชย์ลง ซึ่งนั่นอาจจะไม่ได้ช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก เพราะเม็ดเงินที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจจีนอย่างแท้จริงคือ “เม็ดเงินจากการลงทุน”
3) สเปนมีความเสี่ยงสูงมากทีเดียวที่จะต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนยุโรปในปีนี้จากเดิมที่น่าจะเป็นปีหน้า หรืออาจจะไม่ต้องขอรับความช่วยเหลือก็ได้ ถ้ารัฐบาลสเปนลดค่าใช้จ่ายภาครัฐอย่างมากพอจนตลาดเชื่อมั่น
การที่ความเสี่ยงสเปนสูงขึ้นมากในกลางเดือน เม.ย. เพราะตลาดกำลังคิดว่าสเปนมีความเสี่ยงจากวิกฤตหนี้เสียในธนาคารพาณิชย์ซึ่งมีอยู่ที่ 8.2% ต่อสินเชื่อทั้งหมด และโดยมากมาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีสัดส่วนที่ 37% ต่อจีดีพี ถือว่าสูงมาก จากประสบการณ์วิกฤตเศรษฐกิจไทยในปี 2540 ผมไม่อยากที่จะคาดเดาว่า ที่สุดระดับหนี้เสียจะเร่งตัวขึ้นและเกิน 10% แน่นอนใน 6-9 เดือนจากนี้ไป ในกรณีไทยในปี 2540 รัฐเข้ามาอุ้มธนาคารพาณิชย์ แต่ตอนนั้นรัฐบาลไทยไม่ได้ขาดดุลการคลังหรือมีหนี้สาธารณะในระดับสูงอีกทั้งหลังกลางปี 2540 ไทยใช้การลดค่าเงินบาทกระตุ้นเศรษฐกิจ สถานการณ์สเปนปัจจุบันนั้นต่างจากไทยมาก เพราะสเปนมีการขาดดุลการคลังภาครัฐและไม่สามารถใช้ค่าเงินกระตุ้นเศรษฐกิจได้ สเปนที่รอดได้เพราะมาตรการ LTRO โดยธนาคารพาณิชย์นำเงินจาก ECB ไปซื้อพันธบัตรสเปนและกดให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสเปนลดลง ขณะนี้เม็ดเงินในการหมุนเวียนซื้อเริ่มตึงตัวแล้ว ผมเชื่อว่า ECB จะต้องเข้ามาพิมพ์เงินยูโร (LTRO) อีกรอบแต่ก่อนหน้านั้นตลาดหุ้นจะปรับลงก่อน หลังจากนั้นจะปรับขึ้นเมื่อมีข่าว ECB พิมพ์เงิน แต่มาตรการเหล่านี้แค่ประคองสถานการณ์เท่านั้นเอง ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างแท้จริง







