
กุฏาธาร นาควิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บิ๊กซี
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬ
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬ
กุฎาธาร นาควิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) นับว่าเป็นผู้บริหารหนุ่มไฟแรงคนหนึ่งของวงการค้าปลีกไทย ที่เพิ่งเข้าไปทำงานในบริษัทนี้ได้กว่า 8 เดือน และสามารถสร้างการยอมรับจากคนภายในองค์กรเดียวกันได้ในเวลาที่รวดเร็ว
“ผมเข้ามาทำงานที่บิ๊กซีด้วยการจัดหาคนจากเฮดฮันเตอร์ ซึ่งขณะนั้นผมได้เข้าไป 3 แห่ง คือ บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) และบิ๊กซี ซึ่งผมก็ตัดสินใจเลือกที่จะทำงานกับบิ๊กซี เพราะมองว่าการที่บิ๊กซีอยู่ในธุรกิจค้าปลีก น่าจะมีเรื่องและสิ่งท้าทายและสิ่งที่ต้องเรียนรู้”
อย่างไรตาม การก้าวเข้ามาทำงานในฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ ซึ่งหากพิจารณาตามหน้าที่โดยหน้าที่ตรง คือ การทำงานเรื่องพีอาร์ เรื่องข่าวสาร ครั้งแรกนั้นทำให้การยอมรับของคนภายในองค์กรเกิดขึ้นน้อยมาก โดยเฉพาะในส่วนงานอื่นๆ ที่ยังไม่มีความเข้าใจ และเพราะด้วยความคิดที่ว่าเข้ามาทำงานในเรื่องของพีอาร์เป็นเรื่องง่ายๆ เป็นเรื่องของการออกข่าว แต่เมื่อก้าวเข้ามาแล้วก็จะต้องทำทุกอย่างอย่างเต็มที่และให้ดีที่สุด ดังนั้นจึงเดินสายแนะนำตัวกับฝ่ายงานต่างๆ ขององค์กร เพื่อที่จะให้การทำงานประสานกันได้ และเพื่อเป้าหมายสูงสุด คือ การทำงานให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และการทำงานจะสำเร็จ
กุฎาธาร กล่าวว่า การเข้ามาทำงานในบิ๊กซีในช่วงเดือน 8 กว่าๆ ถือว่าพอใจและประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ประเทศเกิดปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งในวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนภายในองค์กรให้การยอมรับฝีมือในการทำงานของเขา เพราะในครั้งนี้ กุฎาธาร ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกับทางราชการ คือ กระทรวงพาณิชย์
ด้วยประสบการณ์การทำงานตลอดช่วงต้นชีวิตที่ผ่านมา ตั้งแต่จบการศึกษามาจนถึงอายุ 37 ปี คือ การรับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ และทำงานในต่างประเทศมาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการประสานงานด้านต่างๆ
ทำงานในภาคราชการมาตลอดจึงรู้ว่าหน่วยงานราชการมีความต้องการอะไร และทำอย่างไรถึงจะให้การทำงานในขั้นตอนต่างๆ กับหน่วยงานราชการเป็นไปได้อย่างว่องไว
ขณะนั้นประเทศไทยกำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดื่ม และร้านค้าปลีกรวมถึงบิ๊กซีจะต้องนำเข้าน้ำจากต่างประเทศเพื่อมาจำหน่ายให้พอกับความต้องการน้ำในภาวะที่น้ำขาดแคลนจากความวิตกกังวล และทำให้เกิดการกักตุนน้ำของประชาชน และการเข้าไปประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อนำเข้าน้ำมาขาย และถือว่าการทำงานเป็นไปได้ด้วยดี เพราะสามารถนำเข้าน้ำมาขายในประเทศด้วยการผ่านกระบวนการต่างๆ โดยใช้เวลาเพียง 3 วันเท่านั้น จากปกติในกระบวนการการนำเข้าของจากต่างประเทศเพื่อนำเข้ามาจำหน่ายจะใช้เวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และสามารถนำเข้าน้ำมาขายได้ และในบิ๊กซีก็มีน้ำเพียงพอรองรับความต้องการซื้อของประชาชน
วิกฤตรอบนี้ก็เป็นโอกาสในการทำงานของผม และทำให้เกิดการยอมรับของคนในองค์กร และผมก็มีความสนุกในการทำงานในองค์กรเอกชนอย่างมาก
กุฎาธาร กล่าวว่า ในช่วงชีวิตการทำงานที่ผ่านมานั้นอยู่ต่างประเทศมาโดยตลอด เพราะเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ และ 1 ปีจะได้กลับบ้านเพียง 2 ครั้งเท่านั้น และแต่ละครั้งจะอยู่ได้เป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งทำให้รู้สึกว่ามีเวลาน้อยมากในการที่จะดูแลพ่อแม่และครอบครัว เพราะการกลับมาแต่ละครั้งนั้นอยู่กับครอบครัว พ่อแม่และเพื่อนๆ ในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้นก็หมดเวลาแล้ว จึงทำให้ต้องคิดว่าถึงเวลาที่จะต้องกลับมาดูแลพ่อแม่แล้ว
ดังนั้น จึงตัดสินใจที่จะลาออกจากการเป็นข้าราชการ ซึ่งก็ยอมรับว่าในช่วงการตัดสินใจก็คิดมากและคิดนานเหมือนกัน เพราะการรับราชการก็มีความก้าวหน้ามาตลอด เพราะเพียง 2 ขั้น (ตามระบบราชการ ลาออกตอนซี 7) ผมก็จะได้เป็นทูตแล้ว ซึ่งอนาคตข้างหน้ายอมรับว่าสดใส เพราะหากอยู่ในต่างประเทศ ช่องห่าง 2 ขั้นนี้จะใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 2 ปี ก็จะก้าวสู่ตำแหน่งทูตได้แล้ว แต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจลาออกเพื่อกลับมาอยู่ประเทศไทยเพื่อดูแลพ่อแม่และครอบครัวนั่นเอง
สำหรับการทำงานในบิ๊กซีก็ถือว่าท้าทายอย่างมาก และแม้ว่าจะเข้ามาในช่วงหลังที่บิ๊กซีออกไปซื้อกิจการทั้งหมดของคาร์ฟูร์แล้ว แต่การทำงานภายหลังการออกไปซื้อกิจการก็ท้าทายไปอีกแบบ และในอนาคตที่จะมีการเปิดประชาคมอาเซียน (AEC) ก็เป็นสิ่งท้าทาย
“ในความคิดผมเชื่อว่าค้าปลีกไทยสามารถที่จะแข่งขันและรับมือกับการเปิด AEC ได้อย่างแน่นอน และอนาคตเราอาจจะเห็นบิ๊กซีออกไปเปิดสาขาในกลุ่มประเทศอาเซียนเช่นกัน”
อนาคตของ “กุฎาธาร” ซึ่งแปลว่า สิ่งสูงสุด จะเป็นอย่างไรในบิ๊กซีต้องติดตาม







