
สัมภาษณ์พิเศษ "ประพัฒน์ เชยชม"
บิ๊กบิส นิสสัน "นิสสันขอส่วนแบ่ง อีโคคาร์ปีนี้ 60%"
หากใครพูดถึงเจ้าตลาดรถยนต์ประหยัดพลังงานในประเทศไทยแล้วทุกคนคงต้องก้มหัวให้กับค่ายรถยนต์อย่าง นิสสัน ที่เปิดค่ายรถยนต์รายแรกที่เปิดตัวรถยนต์อีโคคาร์ เข้าสู่ตลาดเมืองไทยด้วย นิสสัน มาร์ช และตามด้วย นิสสัน อัลมีร่า อีโคคาร์ 4 ประตู เพียงรุ่นเดียวในเมืองไทย
และผู้ที่เป็นหัวเรือใหญ่ของนิสสัน อย่าง ประพัฒน์ เชยชม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จะมาเปิดเผยทิศทางการตลาดของนิสสัน ในปีนี้ว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางใด ท่ามกลางคู่แข่งที่เปิดตัวรถอีโคคาร์ ลงมาสู่ตลาดกันอีก 2 รุ่น
ประพัฒน์ ย้ำว่าการมีคู่แข่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะเมื่อมีการแข่งขันจะทำให้เกิดการพัฒนา อย่างธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีผู้ประกอบการหลายราย การแข่งขันค่อนข้างรุนแรง แต่ก็ทำให้อุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่เติบโตอย่างมาก
และอุตสาหกรรมรถยนต์ก็เช่นกัน เมื่อมีการแข่งขันมาก ก็ทำให้ตลาดโตมากขึ้น เห็นจากตลาดรถยนต์ขนาดเครื่อง 1.5 ลิตร ที่เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาตลาดนี้ถือเป็นตลาดที่เล็กมาก แต่ในขณะนี้ตลาดกลุ่มนี้ เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมรถยนต์เมืองไทย
รวมไปถึงตลาดรถอีโคคาร์ก็เช่นกัน ที่ในปีนี้คาดว่ารถยนต์อีโคคาร์จะมียอดจำหน่ายมากกว่า 1 แสนคันอย่างแน่นอน จากจำนวนผู้เล่นทั้งหมด 4 ราย คือ นิสสัน ฮอนด้า มิตซูบิชิ และ ซูซูกิ และในอนาคตตลาดรถอีโคคาร์ จะก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 2 รองจากตลาดรถยนต์นั่งขนาดเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร
“ไม่ว่าปีนี้ยอดจำหน่ายรถอีโคคาร์จะเป็นเท่าใด นิสสัน ตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดไว้ที่ 60%”
นั่นคือ ความมั่นใจของ ประพัฒน์ ที่ถือว่าเป็นแม่ทัพการตลาดของนิสสัน ที่ประกาศออกมา
สำหรับแผนการตลาดที่ประพัฒน์ จะทำให้ มาร์ช และอัลมีร่า กินส่วนแบ่งตลาดกว่า 60% นั้นคือ การสื่อให้ลูกค้าได้เห็นถึงจุดเด่น และคาแรกเตอร์ ของนิสสัน มาร์ช ว่าใครๆ ก็เลือกใช้ รถทั้งสองรุ่นนี้ เพราะสามารถใส่ความเป็นตัวของตัวเองลงไปในรถทั้งสองรุ่นนี้ได้ ทำให้รถกลายเป็นตัวตนของเจ้าของได้
“นิสสันมาร์ช ก็มีความเป็นเฉพาะตัว ลูกค้าสามารถเลือกสี เลือกแต่งได้แบบที่ลูกค้าชอบ ส่วนอัลมีร่า นั้นต้องบอกว่ายังไม่มีคู่แข่ง เพราะเป็นรถซีดาน 4 ประตู ขนาดเทียบเท่ากับรถขนาดเครื่อง 1.5 ลิตร ทำให้กลายเป็นรถประหยัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด”
ส่วนในกรณีที่ โตโยต้า มีแผนจะเปิดตัวรถอีโคคาร์ในปี 2556 นั้นประพัฒน์ มองว่าจะทำให้ตลาดดุเดือดขึ้นอย่างแน่นอน แต่รถแต่ละรุ่นก็จะมีกลุ่มลูกค้าเฉพาะตัว ซึ่ง นิสสัน เองได้เปรียบคือ เปิดตัวมานานมีฐานลูกค้าที่ใช้มาร์ช และอัลมีร่า อยู่เป็นแสนคน ซึ่งลูกค้าที่ใช้อีโคคาร์ นิสสันอยู่ จะกลายเป็นทูตการค้าของนิสสัน ไปในตัวในลักษณะ “ปากต่อปาก”
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในขณะนี้ นิสสัน จะเป็นเจ้าตลาดรถอีโคคาร์อยู่ แต่ในส่วนของรถในเซ็กเมนต์อื่น ไม่ว่าจะเป็นรถในเซ็กเมนต์ C หรือรถที่มีขนาดเครื่องยนต์ 1.6-2.0 ลิตร นั้น ถือว่าจะเป็นช่องโหว่อย่างมาก เพราะมีเพียง นิสสัน ทีด้า เพียงรุ่นเดียวเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้
ทั้งนี้ ประพัฒน์ ย้ำว่า ไม่เกินต้นปี 2556 น่าจะได้เห็นรถรุ่นใหม่ของนิสสันในเซ็กเมนต์ C โดยเครื่องยนต์ที่จะนำเข้ามาจำหน่ายน่าจะเป็นเครื่องยนต์ขนาด 1.6-1.8 ลิตร ส่วนเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร นั้น จากการศึกษาพบว่าลูกค้าไม่ค่อยตอบรับมากนัก เนื่องจากระดับราคาที่ 1 ล้านกว่าบาท ทำให้ลูกค้าหันไปหารถยนต์ในระดับ D เซ็กเมนต์ ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 2.2-2.5 ลิตร ซึ่งมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 1.2 ล้านบาทขึ้นไปมากกว่า
ขณะที่ทิศทางการพัฒนารถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทนอื่นๆ นั้น ประพัฒน์ ย้ำว่า บริษัทแม่จะไม่พัฒนารถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือกเฉพาะประเทศ อย่างก๊าซเอ็นจีวี หรือ อี85 เพราะไม่สามารถขายไปยังประเทศอื่นได้
“อย่าง อี85 มีแค่บราซิลกับไทยเท่านั้น บริษัทแม่ไม่สนใจที่จะพัฒนาสินค้าแน่ๆ แต่ก็ต้องรอดูนโยบายของรัฐบาลในอนาคตด้วยว่าจะจริงจังมากน้อยแค่ไหน”







