
พรบ.คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ผ่านไป2ปียังวังเวง
ความต้องการอาหารและพลังงานของโลกที่เพิ่มขึ้นได้ ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นไปด้วย
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
ความต้องการอาหารและพลังงานของโลกที่เพิ่มขึ้นได้ ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นไปด้วย พื้นที่ทำการเกษตรจึงกลายเป็นทำเลทองที่นักลงทุนแสวงหาที่จะครอบครอง จนเกิดการรุกคืบกว้านซื้อที่ดินของไทยจากนายทุนข้ามชาติที่มาในลักษณะเปิดหน้าชก หรือบางรายปิดหน้าซื้อขายผ่านนอมินี
สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในปี 2552 ได้เห็นปัญหาและตั้งโจทย์ไว้ให้กระทรวงเกษตรฯ หาทางแก้ไข โดยการออกกฎหมายคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ทว่ากว่า 2 ปีที่ผ่านมา ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวยังต้วมเตี้ยมอยู่ในระบบราชการไทย
ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ (สกช.) ในฐานะอดีตเป็นหนึ่งในขบวนการขับเคลื่อน พ.ร.บ.ดังกล่าว ยอมรับว่า การทำงานยังล่าช้า โดยเฉพาะในขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์จากผู้มีส่วนได้เสียที่มีหลายภาคส่วน ทั้งเกษตรกรและภาคเอกชนที่อยู่ในหลายกลุ่มการผลิต เพราะการคุ้มครองพื้นที่ทำการเกษตรจะเป็นผลดีต่อการเกษตรในภาครวม แต่อีกทางหนึ่งก็จะกระทบต่อส่วนอื่นด้วย เช่น การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น
“หลังจากที่มี สกช.แล้ว ปัญหาการคุ้มครองที่ดินเกษตรถือว่าเป็นนโยบายการทำงานเร่งด่วนของ สกช. เพราะปัญหาที่ดินเพื่อทำการเกษตรเป็นปัจจัยสำคัญในระดับต้นของเกษตรกรไทยที่นับว่ามีสภาพเป็นลูกจ้างทำการเกษตรเพิ่มขึ้น ภายหลังที่ สกช.ได้วางระเบียบในการประชุมแล้วเสร็จในเดือน เม.ย. จะหยิบมาหารือทันที”
ทั้งนี้ ยอมรับว่าที่ผ่านมาการขับเคลื่อนช้ามาก ภาคราชการก็ทำงานช้าไป ในภาคการเมืองก็มีปัญหา เพราะแม้ว่าเรื่องนี้จะถือเป็นนโยบายของพรรคชาติไทยพัฒนาที่ตนเองเคยอยู่ แต่เนื่องจากเรื่องนี้กระทบในวงกว้าง และก็ต้องไม่ลืมว่า สส.ส่วนมากมีที่ดินมาก เป็นนายทุนที่ดิน หลายคนก็ไม่อยากให้ที่ดินไปอยู่ในเขตคุ้มครอง ทำให้ขาดแรงสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ ในขณะที่การกว้านซื้อที่ดินมีเพิ่มขึ้นในทุกรูปแบบ
สำหรับร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมนั้น ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ยกร่างแล้วเสร็จ โดยมีด้วยกัน 30 มาตรา 4 หมวด
ทั้งนี้ ประกอบด้วยหมวดที่ 1 ว่าด้วยคณะกรรมการคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีด้วยกัน 25 คน ซึ่งกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยมี รมว.เกษตรฯ เป็นรองประธาน และมีปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ อาทิ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และมีกรรมการอื่นอีก 9 คน ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ภาคเอกชน 3 คน และผู้แทนเกษตรกรอีก 3 คน ซึ่งการที่ต้องมีอธิบดีดีเอสไอด้วย เนื่องจากบางคดีมีความซับซ้อนจากการซื้อที่ดินผ่านนอมินี จำเป็นต้องให้ดีเอสไอเข้ามาช่วย
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีคณะกรรมการในระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน วาระ 4 ปี การวินิจฉัยใช้หลักเสียงข้างมาก มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบในการกำหนดเขตคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ขยายหรือยกเลิกเขตคุ้มครอง เป็นต้น
หมวดที่ 2 การคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ระบุว่า เมื่อกำหนดให้เขตพื้นที่ใดเป็นเขตคุ้มครอง ต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งจะต้องเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการเกษตรและเป็นท้องที่ที่รัฐลงทุนทำโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานไว้แล้ว
ในการกำหนดเขต หากประชาชนในพื้นที่ 60% ไม่เห็นด้วย สามารถเข้าชื่ออุทธรณ์ได้ และในกรณีที่พบว่าผู้ใดที่ร่วมกระทำการใดให้ชาวต่างชาติได้ที่ดินมาครอบครอง ให้ถือว่าการได้มาของที่ดินดังกล่าวเป็นโมฆะ และให้สิทธิสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวได้ และให้ลงโทษผู้นั้นด้วย
หมวดที่ 3 การส่งเสริมและควบคุมการใช้พื้นที่เกษตรกรรม ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวรัฐจะช่วยสนับสนุนในการผลิตและจำหน่ายผลผลิตเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับประชาชนรักพื้นที่ กรณีที่ดินในเขตคุ้มครองแปลงใดไม่ต้องการทำการเกษตรต่อไป สามารถขายที่ดินให้กับ ส.ป.ก. เพื่อนำมาให้เกษตรกร เช่า หรือเช่าซื้อ เพื่อจัดให้เกษตรกรต่อไป
สำหรับหมวดที่ 4 บทกำหนดโทษ กำหนดความผิดในหลายลักษณะ เช่น ผู้ที่มีส่วนเป็นนอมินีให้ต่างชาติซื้อที่ดิน มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1.2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีที่ดินเป็นเขตคุ้มครองฯ แล้ว มีการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ หรือกระทำการให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรม จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในกรณีที่ผู้ใดไม่อำนวยความสะดวกในการรวบรวมหลักฐานยื้อเวลาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ให้มีความผิดจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สรรเสริญ อัจจุตมานัส ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า การยกร่างกฎหมายที่ผ่านมาต้องเปิดรับความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ทำให้มีความล่าช้า อย่างไรก็ตามผลจากการเปิดรับฟังความเห็นเกษตรกรส่วนใหญ่เห็นด้วย ในขณะที่เอกชนมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เนื่องจากเอกชนเห็นว่าการจำกัดกิจกรรมให้ทำเฉพาะการเกษตรกระทบต่อมูลค่าที่ดิน โดยประเด็นนี้ต้องไปดูในเรื่องของผังเมือง ซึ่งแต่ละจังหวัดจะมีการกำหนดที่ต่างกัน เหมือนในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีการกำหนดผังเมืองเป็น สีเขียว คือพื้นที่เกษตร สีส้ม คือที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง สีม่วง คือพื้นที่อุตสาหกรรม เป็นต้น
ขณะเดียวกัน ยังมีอีกเรื่องที่สะท้อนออกมาในเวทีนี้ นั่นคือประเด็นขนาดของโทษที่หลายกลุ่มบอกว่าแรงเกินไป ซึ่งในประเด็นนี้อาจจะมีการแก้ไขต่อไป
หลังจากนี้ ต้องรอวัดใจกระทรวงเกษตรฯ และ สกช.ว่าจะเร่งขับเคลื่อนจริงหรือไม่ เบื้องต้นหากไม่ผิดแผน ร่าง พ.ร.บ.นี้น่าจะได้ข้อยุติในระดับกระทรวงปลายเดือน เม.ย.นี้







