
เร่งมือลงทุนศก.โตได้7%
ธปท.ประเมินการเมืองเป็นจุดอ่อนเศรษฐกิจ เชื่อเอกชนฟื้นตัวเร็ว แต่หากจะให้เศรษฐกิจโต 7% จะปั๊มเงินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเร่งลงทุน
ธปท.ประเมินการเมืองเป็นจุดอ่อนเศรษฐกิจ เชื่อเอกชนฟื้นตัวเร็ว แต่หากจะให้เศรษฐกิจโต 7% จะปั๊มเงินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเร่งลงทุน
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายการเงิน กล่าวว่า ทิศทางของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การฟื้นตัวของภาคเอกชนที่รวดเร็ว ไม่ว่าจะได้รับผล กระทบจากน้ำท่วม หรือความรุนแรง ทางการเมือง การก่อวินาศกรรม ถือว่าเป็นจุดแข็งของเศรษฐกิจไทยที่จะทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจ ไทยไปได้ต่อเนื่อง
ขณะที่นโยบายภาครัฐทั้งในด้านนโยบายการคลังและการเงินยังเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลยังรักษาวินัยการคลังและหวังว่า ในช่วงต่อไปการรักษาวินัยทางการเงินจะยังดำเนินอยู่ต่อเนื่อง ด้านนโยบายการเงินที่ผ่านมาได้ดูแลแรงกดดันอัตราเงินเฟ้อได้้ในระดับที่ดี และทำให้นโยบายมีช่องว่างที่จะลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงก่อนหน้า เพื่อช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ โดยไม่ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีจุดอ่อนที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้การขยายตัวเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการเร่งรัดการเพิ่มการลงทุนในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ระบบการขนส่งมวลชน และระบบโลจิสติกส์
นอกจากนั้น จะต้องเร่งการยกระดับภาคการผลิตสินค้าของไทยให้ผลิตสินค้าที่ทำกำไรได้มากขึ้น และขายได้อย่างยั่งยืนแทนการรับจ้างผลิต
“การที่เศรษฐกิจไทยจะโตในปีนี้ 7% ได้อย่างที่ใครหวังไว้นั้น ไม่ใช่ว่าปั๊มเงินเข้าไปอย่างเดียวแล้วเศรษฐกิจจะโตได้ และต้องเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพของตัวเองด้วย ซึ่งสิ่งที่เราทำได้คือ การเพิ่มการลงทุน” นายไพบูลย์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การลงทุนใหม่จะเกิดขึ้นนั้นนักลงทุนต้องมีความมั่นใจ ซึ่งในขณะนี้ปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากระทบเศรษฐกิจไทยอีกครั้งคือ ความเสี่ยงจากการเมือง ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี ทำให้เศรษฐกิจไทยถอยเข้าถอยออก และหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อยๆ ก็จะมีปัญหาในเรื่องการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันไม่ต่อเนื่องด้วย
สำหรับผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างแรงงาน 300 บาทต่อวันนั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า จากการคำนวณการขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่จะส่งผลต่อค่าจ้างแรงงานทั่วประเทศ และส่งผลต่อต้นทุนราคาสินค้า พบว่า ถ้าคิดจากค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งเป็น 30% ของค่าจ้างแรงงานรวมนั้น พบว่า การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 40% ทำให้ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยทั้งระบบเพิ่มขึ้น 17% และกระทบต่อต้นทุนการผลิตให้เพิ่มขึ้นประมาณ 56% กระทบต่อเนื่องให้อัตราเงินเฟ้อในปีนี้เพิ่มขึ้น 0.20.3%
“สิ่งที่มีความเป็นห่วงคือ การคำนวณนี้เป็นคำนวณอิงสถิติที่ผ่านมา แต่ในความจริงเราไม่เคยขึ้นค่าจ้างทีเดียวแรงๆ ถึง 40% จึงไม่แน่ใจว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อต้นทุนการผลิตสินค้า และเงินเฟ้อที่ประมาณการไว้จะต่ำไปหรือไม่ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ธุรกิจขนาด กลางขนาดย่อมในต่างจังหวัด ซึ่งได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก จึงอาจจะต้องดูแลส่วนนี้ เพื่อไม่ให้แรงงานเกิดปัญหา” นายไพบูลย์ กล่าว







