posttoday
ประกันวินาศภัยเติบโตบนความเสี่ยง

ประกันวินาศภัยเติบโตบนความเสี่ยง

12 เมษายน 2555

โดย...ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

โดย...ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ผลพวงของมหาอุทกภัยในปี 2554 ไม่เพียงจะทำให้ภาพรวมธุรกิจประกันวินาศภัย เมื่อวัดจากเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม มีโอกาสเติบโตเหนือศักยภาพ เป็น 1820% แต่ยังทำให้เกิดการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ให้ความคุ้มครองภัยตรงกับความต้องการและความเสี่ยงภัยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้เอาประกันที่มีหลักประกันความเสี่ยงอย่างเหมาะสม แม้ว่าจะต้องจ่ายในราคาที่แพงขึ้น

ขณะที่บริษัทประกันวินาศภัยนั้น แม้หลายแห่งได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักจากผลของอุทกภัยในครั้งนี้ อันทำให้ต้องเดินหน้าเพิ่มความเข้มแข็งของฐานเงินทุน แต่ก็เชื่อว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมน่าจะผ่านพ้นความท้าทายในครั้งนี้ไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้การผ่อนปรนกฎเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ได้ปรับเพิ่มสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติของบริษัทประกันภัย จากเดิมที่ไม่เกิน 25% มาเป็นสัดส่วนที่สามารถ “เกินกว่า 25% ได้ แต่ไม่เกิน 49%” เร็วกว่าที่กำหนดไว้ในแผนเดิม

อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และภาวะตลาดเงิน-ตลาดทุนมีความเอื้ออำนวยต่อการระดมทุนมากขึ้น ท่ามกลางโอกาสการเติบโตเชิงโครงสร้างของธุรกิจประกันวินาศภัยจากอัตราการถือครองของกรมธรรม์ที่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ

นอกจากนี้ อีกด้านหนึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ผนวกกับการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ อาจเปิดโอกาสให้บริษัทประกันวินาศภัยหลายแห่งเดินหน้านโยบายลดความเสี่ยงของการกระจุกตัวของพอร์ตธุรกิจตนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะหากกองทุนดังกล่าวประสบผลสำเร็จตามที่คาดหวัง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วน่าจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับรายได้และเงินกองทุนของภาพรวมบริษัทประกันวินาศภัยในระยะปานกลางถึงระยะยาว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงประเมินแนวโน้มธุรกิจประกันวินาศภัยปี 2555 ว่าน่าจะมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่อง ด้วยเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม 1.655-1.675 แสนล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 1820% เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่มีเบี้ยรับตรงรวม 139,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% จากปี 2553

หลังอุทกภัยครั้งร้ายแรงในปลายปี 2554 ได้ส่งผลกระทบโดยตรงอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทยหลายภาคส่วน รวมถึงธุรกิจประกันวินาศภัยไทย ในฐานะที่ดำเนินกิจการรับประกันความเสี่ยงภัย และมีหน้าที่ต้องจ่ายชดเชยความเสียหายให้กับผู้เอาประกัน อย่างไรก็ตาม วิกฤติที่เกิดขึ้นในปี 2554 อาจมองได้ว่าเป็นโอกาสในการต่อยอดการเติบโตของธุรกิจประกันวินาศภัยในระยะต่อไป เนื่องจากทำให้ผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจและตื่นตัวในการทำประกันภัยเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทประกันก็สามารถนำบทเรียนจากความเสียหายในปีที่ผ่านมา มาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กำลังซื้อและความต้องการความคุ้มครองภัยของลูกค้า ควบคู่ไปกับการควบคุมความเสี่ยงผ่านผลิตภัณฑ์แบบจำกัดความคุ้มครอง (Sub Limit)

ปัจจัยหนุนทั้งด้านดีมานด์และซัพพลายดังกล่าว เมื่อรวมกับอัตราค่าเบี้ยประกันที่ถูกปรับเพิ่มขึ้นตามระดับความสี่ยง คาดว่าจะส่งผลให้

แม้ว่าผลการรับประกันภัยในเดือนแรกของปี 2555 จะมีทิศทางที่เพิ่มขึ้นในอัตราชะลอลงเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีที่แล้ว โดยเบี้ยประกันภัยรับโดยตรง จำนวนกรมธรรม์ และจำนวนเงินเอาประกัน มีอัตราเพิ่ม 5.1% 6.4% และ 10.4% ตามลำดับ (ตามการหดตัวอย่างแรงของการรับประกันภัย IAR และอัคคีภัย) แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เชื่อว่าน่าจะเป็นเพียงผลช่วงสั้น และจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 2/2555 เนื่องจากมีความชัดเจนเรื่องการรับประกันภัยต่อหลังจากที่เริ่มมีการขายกรมธรรม์ภัยพิบัติ และตลาดรับประกันภัยรถใหม่กลับมาคึกคักอีกครั้งตามการส่งมอบรถใหม่ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้สรุปประเด็นสำคัญที่น่าสนใจไว้ดังนี้

หนึ่งในแรงหนุนหลักของธุรกิจประกันวินาศภัยปี 2555 เกี่ยวพันกับผลของน้ำท่วมในปีที่ผ่านมา ซึ่งผลดังกล่าวปรากฏขึ้นในหลายมิติด้วยกัน กล่าวคือ

การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ : โดยรัฐบาลเข้ามาเป็นตัวกลางในการรับประกันภัยต่อให้กับบริษัทประกันภัย ในสถานการณ์ที่บริษัทรับประกันภัยต่อต่างประเทศ ปฏิเสธและ/หรือปรับเพิ่มอัตราเบี้ยประกันสูงกว่าเดิมหลายเท่าตัว ซึ่งกองทุนฯจะรับประกันภัยต่อในสัดส่วนสูงสุด 99.099.5% ของวงเงินเอาประกัน มีผลให้กลไกการรับประกันภัยกลับสู่ภาวะปกติเร็วขึ้น และตอบสนองความต้องการของผู้เอาประกันได้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เบี้ยประกันภัยรับในปี 2555 ปรับตัวสูงขึ้น จากผลของกองทุนใน 3 ทางหลัก ดังนี้

1.ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้บริษัทรับประกันภัยต่อต่างประเทศ และฉุดอัตราเบี้ยประกันภัยรับต่อลง ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและไม่เป็นภาระต่อผู้เอาประกันเกินไป 2.ช่วยลดความเสี่ยงในการรับประกันภัยให้บริษัทประกันภัย ทำให้บริษัทประกันภัยมีความเชื่อมั่นที่จะเสนอขายประกันภัยส่วนที่เกินความคุ้มครองของกองทุนฯ และ 3.ทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีโอกาสเข้าถึงการทำประกันภัยพิบัติได้มากขึ้น

การปรับอัตราเบี้ยประกันสูงขึ้นโดยบริษัทประกันภัย ให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงภัยที่เพิ่มขึ้น : โดยส่วนใหญ่มีผลกับการซื้อประกันภัยประเภทสรรพภัยหรือประกันเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (Industrial All Risk : IAR) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่สัญญาการประกันภัยหมดอายุลงก่อนการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติในเดือน มี.ค. 2555 ทำให้ผู้เอาประกันจำเป็นต้องจ่ายเบี้ยประกันแพง

ขณะที่ส่วนน้อยมีผลกับกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย เนื่องจากฐานลูกค้าที่กว้าง วงเงินความคุ้มครองต่อรายไม่สูงมาก และมีการกระจายความเสี่ยงออกไปในพื้นที่กว้างขวาง ทำให้ความเสียหายไม่สูงมากนัก จึงส่งผลต่อการปรับขึ้นอัตราเบี้ยประกันน้อย ยกเว้นในรายที่อยู่ในเขตพื้นที่เสี่ยงหรือเคยประสบภัยธรรมชาติมาก่อน

ส่วนการรับประกันภัยรถ ยังไม่มีการปรับเพิ่มอัตราเบี้ยประกันอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผู้เล่นรายใหญ่ยังตรึงอัตราเดิม กอปรกับอัตราค่าสินไหมทดแทนต่อเบี้ยประกันที่ถือเป็นรายได้ ในปี 2554 จากการรับประกันภัยรถภาคสมัครใจ ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปีก่อนหน้ามากนัก

การออกผลิตภัณฑ์ใหม่และการขยายความคุ้มครองภัยเพิ่มเติมของบริษัทประกันภัยเอง : บริษัทประกันภัยหลายแห่งได้ใช้โอกาสความตื่นตัวต่อภัยของประชาชน นำเสนอกรมธรรม์ประกันภัยที่เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าในการซื้อความคุ้มครองภัยจากธรรมชาติเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมีส่วนช่วยเพิ่มฐานเบี้ยประกันภัยรับต่อกรมธรรม์ให้เพิ่มขึ้นได้เฉลี่ยประมาณ 15-20% เช่น

ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ ประเภท 2 และ 3 ที่ขยายความคุ้มครองถึงภัยน้ำท่วม โดยบริษัทส่วนใหญ่กำหนดวงเงิน Sub Limit ไว้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย

ประกันอัคคีภัยบ้านอยู่อาศัย พร้อมส่วนเพิ่มความคุ้มครองภัยธรรมชาติ ซึ่งผู้เอาประกันสามารถซื้อความคุ้มครองได้สูงเทียบเท่าทุนประกันภัยหลัก ขณะที่โอกาสการเกิดภัยธรรมชาติมีสูงกว่าการเกิดภัยพิบัติ ทำให้ผู้เอาประกันน่าจะได้รับประโยชน์จากการซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงวงเงินรับประกันที่ยืดหยุ่นกว่า ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าจะเป็นกลุ่มที่นำอัตราการเติบโตค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับอดีต ที่ผู้เอาประกันส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ในเรื่องความคุ้มครองส่วนเพิ่ม

นอกจากนี้ ยังมีหลายบริษัทเสนอขายความคุ้มครองภัยพิบัติส่วนที่เกินจากกองทุนฯ โดยสำหรับบ้านอยู่อาศัยมีการขายความคุ้มครองส่วนเพิ่มให้สูงถึง 5 แสนบาท ในอัตราเบี้ยประกัน 0.54% ขึ้นกับพื้นที่เสี่ยง ขณะที่ลูกค้าเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายใหญ่มีการเสนอขายความคุ้มครองแบบ Sub Limit เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 550 ล้านบาทต่อราย คิดเบี้ยประกัน 1-5% ตามระดับความเสี่ยง สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนั้น แม้ผู้ประกอบการบางส่วนอาจสนใจที่จะซื้อประกัน แต่แรงจูงใจดังกล่าวอาจถูกบั่นทอนลงจากหลายเงื่อนไขและปัจจัยเฉพาะหน้าที่เข้ามากระทบการดำเนินธุรกิจในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นความวิตกเรื่องน้ำท่วม ที่ทำให้ต้องจัดสรรงบประมาณในการปรับปรุงโรงงาน ทำเขื่อนหรือจัดวางแนวป้องกันน้ำ ตลอดจนการบริหารจัดการต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น จากการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ ต้นทุนค่าขนส่งและวัตถุดิบที่สูงขึ้นได้

ยอดขายรถที่เพิ่มขึ้นชดเชยภาวะชะงักงันจากภาวะน้ำท่วม : ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงงานผลิตรถยนต์รายใหญ่ของไทย ส่งผลกระทบต่อการส่งมอบรถยนต์ในไตรมาส 4/2554 ให้หดตัวลงประมาณ 50% (QoQ) โดยมีปริมาณรถตกค้างที่ส่งมอบไม่ทันเป็นจำนวนประมาณแสนห้าหมื่นคัน (คาดว่าจะส่งมอบหมดในเดือนพฤษภาคม 2555 และเริ่มการผลิตเต็มกำลังตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2555) ซึ่งเป็นโอกาสให้ยอดขายรถใหม่ในปี 2555 เติบโตในอัตราเร่งที่สูงมาก ไม่น้อยกว่า 20-30% (YoY) เป็นประมาณ 1 ล้านคัน ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยรถภาคสมัครใจที่เกิดจากรถใหม่ในปี 2555 มีอัตราเพิ่มพิเศษจากภาวะปกติอีกเฉลี่ยประมาณ 10%

คาดหวังแรงส่งจากการเติบโตตามปกติของธุรกิจประกันภัย โดยตามปกติแล้ว อัตราการเติบโตเบี้ยประกันภัยส่วนใหญ่จะถูกผลักดันจากการประกันภัยรถ ตามการเติบโตของยอดจำหน่ายรถใหม่และประกันประเภทเบ็ดเตล็ด ตามความต้องการทำการประกันสุขภาพและอุบัติเหตุส่วนบุคคล โดยมักจะมีอัตราเติบโตในระดับเลขสองหลักต้นๆ ซึ่งทั้งสองหมวดการรับประกันนี้ มีสัดส่วนในเบี้ยรวมสูงประมาณ 90% ขณะที่ในปี 2555 นั้น นอกจากแรงส่งจากความต้องการทำประกันสองส่วนดังกล่าวจากลูกค้าเดิมแล้ว ก็ยังคาดว่าตัวแปรด้านความตื่นตัวและอัตราเบี้ยประกันที่เกี่ยวกับภัยพิบัติน่าจะช่วยเสริมให้สัดส่วนของเบี้ยรวมสองประเภทนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็น 93% ได้การปรับปรุงช่องทางในการขายประกันวินาศภัยเพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายฐานธุรกิจ เป็นกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้ชัดเจนขึ้น เพื่อเสริมเสถียรภาพทางธุรกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยดำเนินการผ่านการเพิ่มช่องทางการเข้าถึง

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน