
แบงก์กำไรอู้ฟู่
ธนาคารฟันกำไรไตรมาสแรกปีนี้ 3.87 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% สินเชื่อโตตั้งสำรองลดลง หุ้นลงฉวยโอกาสช้อนซื้อ
ธนาคารฟันกำไรไตรมาสแรกปีนี้ 3.87 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% สินเชื่อโตตั้งสำรองลดลง หุ้นลงฉวยโอกาสช้อนซื้อ
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส คาดการณ์กำไรไตรมาสแรก ปี 2555 ของกลุ่มธนาคารมีกำไรรวม 3.87 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 92% จากไตรมาส 4 ปี 2554 และเพิ่มขึ้น 3.3% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน แต่หากไม่รวมกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนบริษัท ไทยพาณิชย์นิวยอร์คไลฟ์ ของธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กำไรจะเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 19%
กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นของระบบธนาคารพาณิชย์ เพราะการตั้งสำรองหนี้สูญและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง ขณะที่สินเชื่อเพิ่มขึ้นประมาณ 2.6% จากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม และสินเชื่อที่เกิดจากการลงทุนตามภาคการผลิตที่ฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างดอกเบี้ยรับ (NIM) ลดลงประมาณ 0.050.10% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เพราะค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยยังสูง เนื่องจากการแข่งขันระดมเงินฝากรุนแรงขึ้น
สำหรับกลยุทธ์ลงทุนกลุ่มธนาคารแนะนำ “ถือ” รอประกาศผลประกอบการ หากกำไรออกมาดีกว่าที่คาดน่าจะมีการเพิ่มประมาณการขึ้น ขณะที่แนะนำ “ซื้อ” หุ้นธนาคารกรุงไทย (KTB) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) เพราะราคามีส่วนต่างกับเป้าหมายมากสุด คือ 16% และ 20% ตามลำดับ ให้ราคาเหมาะสม 20.20 บาท และ 30 บาท ตามลำดับ
ด้าน บล.กรุงศรี คาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาสแรกของ 9 ธนาคาร มีกำไรรวม 3.63 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 83% จากไตรมาสก่อนหน้า เพราะค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ลดลง โดยเฉพาะ KTB ธนาคารกรุงเทพ (BBL) SCB กลับมาตั้งสำรองตามปกติ ขณะที่ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลดลงและรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น ส่วนเงินกองทุนยังคงแข็งแกร่งโดยไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุน
ด้าน บล.ไทยพาณิชย์ คาดว่า กำไรจากการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะเพิ่มขึ้น 23.5% ในปีนี้ โดยเฉพาะไตรมาสแรกจะฟื้นตัวดีขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2554 เพราะได้รับแรงหนุนจากพลังงานและปิโตรเคมีตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
ขณะที่เชื่อว่าดัชนีหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องในไตรมาส 2 โดยมีเป้าหมายหลักที่ 1,200 จุด โดยมีเป้าสิ้นปีที่ 1,300 จุด เพราะเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้า
กลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักในกลุ่มที่มีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) สูง และอัตราราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) ต่ำ โดยแนะนำกลุ่มพลังงาน ไอซีที อาหาร ธุรกิจการเกษตร ปิโตรเคมี และยานยนต์
หุ้นเด่น คือ บริษัท ไทยออยล์ (TOP) บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) และบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH)
ทางด้านตลาดหุ้นวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา มีแรงขายออกมาตั้งแต่เปิดจนปรับตัวลงต่ำสุดถึง 25 จุดในภาคบ่าย แต่ปลายตลาดมีแรงซื้อหุ้นใหญ่กลับ ส่งผลให้ดัชนีฟื้นขึ้นมาปิดที่ 1,165 จุด ติดลบ 16.80 จุดมูลค่าซื้อขายเพียง 25,012 ล้านบาท แต่ต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 509 ล้านบาท ส่วนสถาบันในประเทศทิ้งหนัก 1,083 ล้านบาท ส่งสัญญาณว่าตลาดยังคงอ่อนตัวลงต่อ







