
ตปท.ทุ่มซื้อหุ้นแบงก์3.4หมื่นล้าน
ตลท.เชื่อเงินยังไม่หยุดไหลเข้าเอเซียพลัสสวนใกล้อิ่มตัวแล้ว
ตลท.เชื่อเงินยังไม่หยุดไหลเข้าเอเซียพลัสสวนใกล้อิ่มตัวแล้ว
ตลท.มองเม็ดเงินต่างชาติยังไหลเข้าหุ้นไทยต่อ ตั้งแต่ต้นปีลุยเก็บหุ้นแบงก์ถึง 40% ของยอดซื้อสุทธิที่ 8.5 หมื่นล้านบาท
นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า เม็ดเงินต่างชาติน่าจะไหลเข้าไทยต่อเนื่อง เพราะสภาพคล่องทั่วโลกยังล้นอยู่
ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังไม่มีปัจจัยลบ และที่สำคัญการบริโภคยังอยู่ระดับที่ดีอยู่ ตัวเลขเงินเฟ้อก็ไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน และนโยบายต่างๆ จากภาครัฐที่เอื้ออำนวย
ส่วนเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้าซื้อหุ้นไทยสุทธิ 8.5 หมื่นล้านบาทนับตั้งแต่ต้นปี พบว่าได้เข้าซื้อหุ้นธนาคารพาณิชย์ถึง 40% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงมากในรอบหลายปี และปกติเน้นการลงทุนในกลุ่มพลังงานมากกว่า ทั้งนี้เม็ดเงินลงทุนในหุ้นธนาคาร 40% คิดเป็นเงินประมาณ 3.4 หมื่นล้านบาท
“ต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นแบงก์มากที่สุด รองลงมาพลังงาน สื่อสารและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าต่างชาติมีความมั่นใจในผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และยังจ่ายเงินปันผลสูง คิดเป็นเงินกว่า 3 แสนล้านบาทจากผลประกอบการปีที่ผ่านมา แม้ในจำนวนนี้มีเงินปันผลของกลุ่มสื่อสารถึง 89 หมื่นล้านบาทก็ตาม” นายชนิตร กล่าว
อย่างไรก็ดี บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ระบุว่า ต่างชาติเข้าซื้อหุ้นไทยตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. 2554-4 เม.ย. 2555 ทั้งหมด 9.88 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงมากระดับหนึ่งเมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 6 ธ.ค. 2548-24 เม.ย. 2549 ที่มียอดซื้อสะสมสุทธิ 1.36 แสนล้านบาท เท่ากับว่าเม็ดเงินรอบนี้ใกล้ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว
นอกจากนี้ ดัชนีที่ยืนเหนือ 1,200 จุด ให้ผลตอบแทนกว่า 21% ซึ่งนับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียที่เฉลี่ยเพียง 14% โดยเหลือหุ้นที่ยังไม่เกินมูลค่ามีอยู่ประมาณ 10% ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี
ด้านนางเกศรา มัญชุศรี ผู้ช่วยผู้จัดการ กลุ่มงานพัฒนาธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ตลท. เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์มีแนวคิดปรับปรุงการระบุชื่อย่อของใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) โดยจะเพิ่มจำนวนเป็นไม่เกิน 12 หลัก จากเดิมจำกัดไม่เกิน 8 หลัก คาดว่าจะเริ่มได้ในไตรมาส 3
นอกจากนี้ จะให้ระบุชื่อบริษัทหลักทรัพย์ผู้ออกและเสนอขาย DW แทนการใส่เป็นเลขที่สมาชิกที่ใช้ในปัจจุบัน พร้อมกับให้ระบุเดือนและปีที่จะครบกำหนดอายุของ DW ตัวนั้นๆ ขณะเดียวกันจะตัดประเภทสิทธิการซื้อ (Call) หรือสิทธิในการขาย (Put) และรุ่นของ DW เพราะเห็นว่าไม่จำเป็น
“เราต้องการสร้างความชัดเจนให้ผู้ลงทุนทราบก่อนการตัดสินใจลงทุนว่าใครเป็นผู้ออก และ DW ตัวนั้นๆ มีอายุเท่าไหร่ เพราะความเสี่ยงสำคัญของการลงทุนอยู่ที่ผู้ออกว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน และยังจะปรับปรุงวิธีการรับขึ้นทะเบียน DW ให้ใช้ระยะเวลาสั้นลงกว่าปัจจุบันใช้เวลา 5 วัน” นางเกศรา กล่าว







