posttoday
เงินบาทแข็งค่าสุดรอบเกือบ 2 ปี ต่างชาติกลับเข้าซื้อในตลาดหุ้น

เงินบาทแข็งค่าสุดรอบเกือบ 2 ปี ต่างชาติกลับเข้าซื้อในตลาดหุ้น

08 มีนาคม 2553

...วารุณี สิทธิถาวร

ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา (25 มี.ค. 2553) เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.85 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นจาก 33.06 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์ และมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นตามสกุลเงินภูมิภาคที่ได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น ขณะที่ในช่วงต้นสัปดาห์ธนาคารกลางออสเตรเลีย (อาร์บีเอ) มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก 0.25% สู่ระดับ 4.0% ตามคาด ซึ่งสอดคล้องกับรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของออสเตรเลียที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานในออสเตรเลียที่เพิ่มขึ้นในเดือน ม.ค. ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนอกจากบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจในหลายประเทศกำลังปรับตัวดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการสะท้อนว่าอัตราดอกเบี้ยโลกกำลังปรับตัวในทิศทางขาขึ้น แม้ว่าในส่วนของอัตราดอกเบี้ยของไทยอาจยังไม่ปรับขึ้นในระยะอันใกล้ หลังจากกระทรวงพาณิชย์เผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (Headline CPI) เดือน ก.พ. ขยายตัว 3.7% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน แต่อัตราเงินเฟ้อเดือน ก.พ. ที่เป็นบวกน้อยลงจากเดือนก่อนหน้าทำให้ยังไม่เป็นแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

อย่างไรก็ดี การพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นไทยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ที่ 733.19 จุดในวันอังคารตอบรับการตัดสินคดียึดทรัพย์เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่ผ่านมา เป็นปัจจัยหลักที่หนุนให้เงินบาทปรับตัวสู่ระดับแข็งค่าที่สุดในรอบ 6 สัปดาห์ที่ 32.75 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้าทำหน้าที่แต่ไม่สามารถยับยั้งการแข็งค่าของเงินบาท

โดยเงินบาทยังคงปรับตัวในทิศทางแข็งค่าสู่ระดับ 32.66 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันพุธ เนื่องจากแรงขายเงินเหรียญสหรัฐที่มีเข้ามาในตลาด และแรงหนุนจากภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นที่ยังคงคึกคัก โดยตลาดหุ้นเอเชียมีการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ติดต่อกันตอบรับข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐที่ออกมาดี ประกอบกับความหวังเกี่ยวกับแผนช่วยเหลือกรีซในการจัดการหนี้สินของประเทศที่คาดว่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้นในสัปดาห์นี้ ทำให้มีเงินทุน ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียอย่างต่อเนื่อง และเป็นปัจจัยหนุนอย่างต่อเนื่องต่อสกุลเงินภูมิภาคเช่นเดียวกับเงินบาทที่ปรับแข็งค่าสู่ระดับ 32.65 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงท้ายตลาดแม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้าแทรกแซงตลาดอย่างต่อเนื่องก็ตาม

ในช่วงปลายสัปดาห์เงินบาทเปิดทรงตัวที่ระดับ 32.61 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี โดยปรับตัวตามสกุลเงินภูมิภาคที่แข็งค่าขึ้นเป็นส่วนใหญ่ในช่วงแรกของการซื้อขาย ก่อนที่จะเริ่ม อ่อนตัวลงตามการร่วงลงของเงินยูโร

อย่างไรก็ดีปริมาณการซื้อขายไม่คึกคักนักเนื่องจากนักลงทุนมีการทำ ธุรกรรมอย่างระมัดระวังในช่วงก่อนรู้ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) แม้ตลาดจะคาดการณ์ว่าบีโออีและอีซีบีจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำที่ 0.5% และ 1% ต่อไปรวมถึงยังคงติดตามการเผยข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ในช่วงปลายสัปดาห์

อย่างไรก็ดี ในช่วงระหว่างวันธนาคารกลางในเอเชีย 2 แห่งมีการประชุมนโยบายการเงินโดยธนาคารกลางอินโดนีเซียมี มติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 6.5% ตามคาด พร้อมระบุว่าต้องการให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีความชัดเจนก่อนที่จะเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับปกติ ขณะที่ธนาคารกลางมาเลเซียมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.25% ทำให้มาเลเซียเป็นประเทศล่าสุดในเอเชียที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังจากในช่วงก่อนหน้าธนาคารกลางจีนและธนาคารกลางอินเดียมีการส่งสัญญาณถึงการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ในส่วนของ การเคลื่อนไหวของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินภูมิภาคปรับตัวในกรอบแคบหลังตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลง เนื่องจากนักลงทุนยังมีความกังวลต่อการแก้ปัญหาหนี้สินของกรีซ อย่างไรก็ดีเงินบาทยังคงปรับตัวในกรอบ แข็งค่าโดยเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับ 32.61 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาระบุว่าการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงนี้เป็นผลมาจากเงินทุนไหลเข้าในตลาดหุ้นไทยหลังการตัดสินคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ทำให้บรรยากาศการลงทุนปรับตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นภูมิภาคที่ปรับตัวดีในวันศุกร์ตามตลาดหุ้นสหรัฐตอบรับข้อมูลยอดค้าปลีกและการจ้างงานที่น่าพอใจของสหรัฐ ยังคงเป็นปัจจัยหนุนการเคลื่อนไหวของสกุลเงินภูมิภาคเช่นเดียวกับเงินบาทที่ทรงตัวที่ระดับ 32.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์

ขณะที่นักลงทุนมีการปรับสมดุลโพสิชันในช่วงก่อนประกาศข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ ซึ่งคาดว่านายจ้างสหรัฐอาจมีการปรับลดการจ้างงานลงอีก 5 หมื่นตำแหน่งในเดือน ก.พ. และอัตราการว่างงานจะขยับขึ้นสู่ระดับ 9.8% ในเดือน ก.พ. จากระดับ 9.7% ในเดือน ม.ค.

ช่วงสัปดาห์นี้ (812 มี.ค. 2553) สายงานธุรกิจตลาดทุนมองว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงสัปดาห์นี้ยังคงแกว่งตัวในกรอบที่แข็งค่า โดยคาดว่าจะปรับตัวในช่วง 32.5032.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หลังจากปรับตัวในช่วง 32.6032.90 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในสัปดาห์ก่อนหน้า

ขณะที่ต้องติดตามภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นภูมิภาคและตลาดหุ้นไทยอย่างใกล้ชิดว่าจะปรับตัวขึ้นต่อได้หรือไม่ รวมถึงการเข้าแทรกแซงตลาดของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ยับยั้งการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงสัปดาห์นี้

นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของทางการจีนโดยเฉพาะการออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อควบคุมความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของทางการจีน หลังจากในช่วงปลายสัปดาห์เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนเผยว่าอาจมีการเพิ่มเพดานการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ขึ้นอีก หากเศรษฐกิจจีนยังคงขยายตัวร้อนแรงเกินไปหลังจากที่มีการปรับขึ้นไปแล้ว 1% สู่ระดับ 16.5% ในช่วงปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคและเศรษฐกิจโลกให้มีการชะลอตัวลง

ปัจจัยในประเทศต้องติดตามผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 10 มี.ค. ว่าจะมีการส่งสัญญาณการปรับอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับปกติในระยะอันใกล้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน