posttoday
ได้เวลาของหุ้นกู้

ได้เวลาของหุ้นกู้

04 เมษายน 2555

ที่ผ่านๆ มา หลายคนหนีเงินฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำ ด้วยการเอาไปซื้อตั๋วแลกเงิน (B/E) ที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าเกือบๆ 0.5% หรืออาจจะมากกว่านั้น แต่มาถึงปัจจุบันท่านที่เป็นลูกค้าตั๋วแลกเงินคงสงสัยว่าตั๋วเหล่านี้หายไปไหน หรือทำไมพนักงานธนาคารจึงไม่ค่อยมาเสนอขายเหมือนก่อน

ที่ผ่านๆ มา หลายคนหนีเงินฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำ ด้วยการเอาไปซื้อตั๋วแลกเงิน (B/E) ที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าเกือบๆ 0.5% หรืออาจจะมากกว่านั้น แต่มาถึงปัจจุบันท่านที่เป็นลูกค้าตั๋วแลกเงินคงสงสัยว่าตั๋วเหล่านี้หายไปไหน หรือทำไมพนักงานธนาคารจึงไม่ค่อยมาเสนอขายเหมือนก่อน

สาเหตุเนื่องมาจากกฎหมายที่กำหนดให้ธนาคารต้องกันเงินส่วนหนึ่งที่ได้จากการออกตราสารหนี้บางประเภท ซึ่งนับรวมถึงตั๋วแลกเงินด้วยและให้นำเงินที่กันไว้ส่งให้กับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก และอีกส่วนนำไปแก้ไขหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) โดยเงินที่ต้องนำส่งนี้รวมกันคิดเป็นสัดส่วน 0.47% ของฐานเงินที่รับเข้ามา

หลังจากกฎหมายนี้ประกาศใช้ ทำให้ต้นทุนของการออกตั๋วแลกเงินสูงขึ้นและไม่คุ้มค่าทางธุรกิจ ธนาคารต่างๆ จึงลดการออกตั๋วแลกเงินและหันมาออกหุ้นกู้สถาบันการเงินระยะสั้นเพื่อระดมทุนแทน รวมถึงการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิอายุยาวๆ เพื่อระดมทุน เราจึงเริ่มเห็นธนาคารต่างๆ หันมาเสนอขายหุ้นกู้แบบต่างๆ กันมากขึ้น และเมื่อรวมกับหุ้นกู้เอกชนที่ไม่ใช่สถาบันการเงินที่ปกติมีการระดมทุนผ่านช่องทางนี้เพิ่มขึ้นทุกปีอยู่แล้ว จึงทำให้ตลาดหุ้นกู้ในช่วงนี้คึกคักเป็นพิเศษ

ดังนั้น ผู้ที่เคยลงทุนในเงินฝากหรือตั๋วแลกเงินจะต้องใช้วิจารณญาณในการพิจารณาการลงทุนในหุ้นกู้มากขึ้น สำหรับสิ่งที่ควรทราบในเบื้องต้นก่อนจะตัดสินใจลงทุนในหุ้นกู้ของธนาคารหรือบริษัทใด เราต้องทราบถึงลักษณะของหุ้นกู้ชุดนั้นๆ ด้วย อย่างแรกคืออายุของหุ้นกู้นั้นๆ ว่าเป็นหุ้นกู้ระยะสั้นหรือระยะยาว มีเงื่อนไขการด้อยสิทธิหรือไม่ อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับและรูปแบบการจ่ายเป็นอย่างไร อายุของหุ้นกู้เป็นเท่าไร มูลค่าที่เสนอขาย เงินลงทุนขั้นต่ำ และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องอันดับเครดิตของหุ้นกู้ชุดนั้นๆ

สำหรับหุ้นกู้ระยะยาวแล้ว ถ้าเราเทียบในเรื่องผลตอบแทน ก็จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นกู้ระยะสั้น เพราะมีอายุของตราสารที่ยาวกว่า เช่น 3 ปี 5 ปี 10 ปี หรืออาจมากกว่านี้ก็เป็นได้ ทำให้มีความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่องสำหรับนักลงทุนที่สูงขึ้น จึงต้องชดเชยผลตอบแทนที่มากขึ้นตามไปด้วย ส่วนเรื่องรูปแบบการจ่ายดอกเบี้ยก็มีหลากหลายรูปแบบตามแต่ผู้ออกจะกำหนด เช่น จ่ายแบบขั้นบันได เช่น 3 ปีแรก จ่าย 4% ต่อปี ปีที่ 4-5 จ่ายที่ 4.5% ต่อปี หรือหุ้นกู้บางบริษัทระบุจ่ายดอกเบี้ยรายปี รายครึ่งปี หรืออาจจะจ่ายเป็นรายไตรมาส ผู้ลงทุนสามารถเลือกหุ้นกู้ที่ตรงกับวัตถุประสงค์ทางการเงินของตนเองได้

เงินลงทุนขั้นต่ำต่อหน่วยในหุ้นกู้ส่วนใหญ่กำหนดไว้ค่อนข้างสูง เช่น กำหนดขั้นต่ำ 1 แสนบาท และทวีคูณครั้งละ 1 แสนบาท แต่ปัจจุบันการจำหน่ายหุ้นกู้ต่อหน่วย เริ่มปรับราคามากำหนดขั้นต่ำที่ 5 หมื่นบาท หรือต่ำกว่ากันมากขึ้น ซึ่งจะเป็นโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้ามาลงทุนได้

หุ้นกู้แต่ละชุดจะต้องถูกจัดอันดับเครดิตเพื่อช่วยให้นักลงทุนทราบถึงความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นกู้ชุดนั้นๆ ด้วย ซึ่งในประเทศไทยมีสถาบันที่กำหนดอันดับเครดิตเหล่านี้อยู่ 2 สถาบัน ได้แก่ บริษัท ทริส เรทติ้ง และบริษัท ฟิทซ์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) อันดับเครดิตที่ให้มีตั้งแต่ AAA “Highest credit quality”ไปจนถึง D “Default” ยิ่งอันดับเครดิตต่ำเท่าไร ผลตอบแทนที่เสนอจะยิ่งสูงขึ้นเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่นักลงทุนจะได้รับ

การลงทุนในหุ้นกู้ถือเป็นการลงทุนที่มีระยะเวลาการลงทุนค่อนข้างยาว อาจต้องถือเอาไว้หลายๆ ปี และมีสภาพคล่องน้อย หากผู้ลงทุนต้องการใช้เงินจะมีปัญหาในการหาผู้รับซื้อต่อ ดังนั้นนักลงทุนควรคำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการลงทุนของตนเอง และจัดสรรสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมด้วย เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาในเรื่องดังกล่าว

หากผู้ลงทุนสนใจลงทุนในหุ้นกู้เอกชน แต่อาจจะติดเงื่อนไขในเรื่องเงินทุนขั้นต่ำ ระยะเวลาในการลงทุน หรืออาจจะไม่มีเวลาในการศึกษาข้อมูลมากนัก สามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มีส่วนผสมการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนได้เช่นกัน ขั้นต่ำในการลงทุนอาจต่ำเพียงหลักพันบาทเท่านั้น อีกทั้งสามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการ และมีผู้จัดการกองทุนที่เชี่ยวชาญคัดเลือกลงทุนให้กับคุณ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน