
เงินบาทยังแกว่ง
แนวโน้มค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ (26 เม.ย.) อาจเคลื่อนไหวในกรอบ 30.6031.00 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยคงต้องจับตาการตอบรับของตลาดการเงินต่อผลการประชุมเพื่อขยายเพดานกองทุนคุ้มครองยูโรโซน การรายงานดัชนี PMI เดือน มี.ค. ของหลายประเทศในเอเชียและยุโรป รายงานอัตราเงินเฟ้อไทยเดือน มี.ค. ตลอดจนผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางอังกฤษ
แนวโน้มค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ (26 เม.ย.) อาจเคลื่อนไหวในกรอบ 30.6031.00 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยคงต้องจับตาการตอบรับของตลาดการเงินต่อผลการประชุมเพื่อขยายเพดานกองทุนคุ้มครองยูโรโซน การรายงานดัชนี PMI เดือน มี.ค. ของหลายประเทศในเอเชียและยุโรป รายงานอัตราเงินเฟ้อไทยเดือน มี.ค. ตลอดจนผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางอังกฤษ
ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM ภาคการผลิตและภาคบริการ ตัวเลขการจ้างงาน และอัตราการว่างงานเดือน มี.ค. ยอดสั่งซื้อของโรงงาน รายจ่ายด้านการก่อสร้างเดือน ก.พ. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และรายงานการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น จากความคาดหวังต่อมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของสหรัฐ ซึ่งเป็นผลจากคำแถลงของประธานเฟด ที่ระบุถึงความจำเป็นที่เศรษฐกิจสหรัฐ จะต้องขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วขึ้น เพื่อกดดันให้อัตราการว่างงานของสหรัฐ ปรับลดลงต่อไป
อย่างไรก็ตาม เงินบาทกลับมายืนในระดับที่อ่อนค่ากว่า 30.80 บาท/เหรียญสหรัฐ สอดคล้องกับแรงขายทำกำไรเงินเอเชีย ขณะที่แรงซื้อเงินเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายเดือนจากฝั่งผู้นำเข้าก็เป็นปัจจัยลบต่อเงินบาทด้วยเช่นกัน โดยวันที่ 30 มี.ค. เงินบาทอยู่ที่ 30.83 เทียบกับ 30.75 บาท/เหรียญสหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (23 มี.ค.)
ขณะที่ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ โดยเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางความคาดหวังของนักลงทุนต่อมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบใหม่ของเฟด หลังจากที่ถ้อยแถลงของประธานเฟดยังสะท้อนภาพการฟื้นตัวอย่างเชื่องช้าของตลาดแรงงานสหรัฐ นอกจากนี้เงินเหรียญสหรัฐยังมีปัจจัยลบจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐบางส่วน เช่น ยอดทำสัญญาบ้านที่รอปิดการขายออกมาแย่กว่าที่คาด อย่างไรก็ตามเงินยูโรกลับมาอ่อนค่าลงในช่วงระหว่างสัปดาห์ ท่ามกลางแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงที่ถูกกระตุ้นโดยสัญญาณเปราะบางจากจีนและยุโรป ก่อนจะกลับมาปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในท้ายสัปดาห์ ก่อนการประชุมรัฐมนตรีคลังยูโรโซน ที่จะหารือการเพิ่มเพดานกองทุนช่วยเหลือยูโรโซน
เงินเยนแข็งค่าขึ้นจากแรงขายเงินตราต่างประเทศของกลุ่มผู้ส่งออกญี่ปุ่นในช่วงใกล้ปิดสิ้นปีงบการเงิน หลังจากที่อ่อนค่าลงช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์จากการกลับเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุน และความต้องการเงินเหรียญสหรัฐของกลุ่มผู้นำเข้าญี่ปุ่น
เมื่อวันที่ 30 มี.ค. เงินยูโรอยู่ที่ 1.3343 เทียบกับระดับ 1.3271 เหรียญสหรัฐ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (23 มี.ค.) ขณะที่ค่าเงินเยนอยู่ที่ 82.00 เทียบกับ 82.31 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
สำหรับตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้ ในสัปดาห์นี้ (วันที่ 2-5 เม.ย.) คาดว่าคงจะมีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินในช่วงต้นเดือน ขณะที่ธนาคารพาณิชย์อาจทยอยเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับความต้องการใช้เงินของลูกค้าก่อนเข้าสู่วันหยุดยาวเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ รวมทั้งจะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 3%
ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นค่อนข้างทรงตัว โดยธนาคารพาณิชย์จะมีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.90-2.96% เทียบกับ 2.90% ในสัปดาห์ก่อน ขณะที่อัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน ทรงตัวที่ 3% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.64% ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ปรับขึ้นเมื่อเทียบกับ 3.57% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความกังวลต่อความต้องการระดมเงินของภาครัฐที่อาจเพิ่มขึ้น รวมถึงแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ทางการมีแผนจะออกพันธบัตรรัฐบาล 1.775 แสนล้านบาท ในช่วงเดือน เม.ย.– มิ.ย.
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.16% ในวันพฤหัสบดี ลดลงจาก 2.23% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับขึ้นในวันจันทร์ ท่ามกลางความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ก่อนที่จะปรับลงในวันอังคาร จากแรงหนุนคำแถลงของเฟดที่ระบุถึงความจำเป็นในการดำเนินนโยบายผ่อนคลายต่อเนื่อง และมุมมองเชิงบวกต่อการขยายขนาดกองทุนรักษาเสถียรภาพยุโรป อัตราผลตอบแทนปรับขึ้นและลงในกรอบแคบอีกในช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่การประมูลพันธบัตรอายุ 5 ปี ไม่ได้รับการตอบรับที่ดี
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้ (2-5 เม.ย.) ดัชนีอาจแกว่งตัวผันผวนโดยมีโอกาสปรับตัวขึ้น จากความคาดหวังเกี่ยวกับการกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟด และผลการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปในวันที่ 30 มี.ค. สำหรับรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าโรงงาน ดัชนีภาคการผลิตและการบริการ (ISM) และการจ้างงานนอกภาคการเกษตร รวมถึง FOMC Minutes
บล.กสิกรไทย คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,184 จุด และ 1,167 จุด ขณะที่แนวต้านจะอยู่ที่ 1,207 จุด และ 1,214 จุด







