posttoday
เงินบาทยังแกว่ง

เงินบาทยังแกว่ง

02 เมษายน 2555

แนวโน้มค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ (26 เม.ย.) อาจเคลื่อนไหวในกรอบ 30.6031.00 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยคงต้องจับตาการตอบรับของตลาดการเงินต่อผลการประชุมเพื่อขยายเพดานกองทุนคุ้มครองยูโรโซน การรายงานดัชนี PMI เดือน มี.ค. ของหลายประเทศในเอเชียและยุโรป รายงานอัตราเงินเฟ้อไทยเดือน มี.ค. ตลอดจนผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางอังกฤษ

แนวโน้มค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ (26 เม.ย.) อาจเคลื่อนไหวในกรอบ 30.6031.00 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยคงต้องจับตาการตอบรับของตลาดการเงินต่อผลการประชุมเพื่อขยายเพดานกองทุนคุ้มครองยูโรโซน การรายงานดัชนี PMI เดือน มี.ค. ของหลายประเทศในเอเชียและยุโรป รายงานอัตราเงินเฟ้อไทยเดือน มี.ค. ตลอดจนผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางอังกฤษ

ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM ภาคการผลิตและภาคบริการ ตัวเลขการจ้างงาน และอัตราการว่างงานเดือน มี.ค. ยอดสั่งซื้อของโรงงาน รายจ่ายด้านการก่อสร้างเดือน ก.พ. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และรายงานการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น จากความคาดหวังต่อมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของสหรัฐ ซึ่งเป็นผลจากคำแถลงของประธานเฟด ที่ระบุถึงความจำเป็นที่เศรษฐกิจสหรัฐ จะต้องขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วขึ้น เพื่อกดดันให้อัตราการว่างงานของสหรัฐ ปรับลดลงต่อไป

อย่างไรก็ตาม เงินบาทกลับมายืนในระดับที่อ่อนค่ากว่า 30.80 บาท/เหรียญสหรัฐ สอดคล้องกับแรงขายทำกำไรเงินเอเชีย ขณะที่แรงซื้อเงินเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายเดือนจากฝั่งผู้นำเข้าก็เป็นปัจจัยลบต่อเงินบาทด้วยเช่นกัน โดยวันที่ 30 มี.ค. เงินบาทอยู่ที่ 30.83 เทียบกับ 30.75 บาท/เหรียญสหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (23 มี.ค.)

ขณะที่ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ โดยเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางความคาดหวังของนักลงทุนต่อมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบใหม่ของเฟด หลังจากที่ถ้อยแถลงของประธานเฟดยังสะท้อนภาพการฟื้นตัวอย่างเชื่องช้าของตลาดแรงงานสหรัฐ นอกจากนี้เงินเหรียญสหรัฐยังมีปัจจัยลบจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐบางส่วน เช่น ยอดทำสัญญาบ้านที่รอปิดการขายออกมาแย่กว่าที่คาด อย่างไรก็ตามเงินยูโรกลับมาอ่อนค่าลงในช่วงระหว่างสัปดาห์ ท่ามกลางแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงที่ถูกกระตุ้นโดยสัญญาณเปราะบางจากจีนและยุโรป ก่อนจะกลับมาปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในท้ายสัปดาห์ ก่อนการประชุมรัฐมนตรีคลังยูโรโซน ที่จะหารือการเพิ่มเพดานกองทุนช่วยเหลือยูโรโซน

เงินเยนแข็งค่าขึ้นจากแรงขายเงินตราต่างประเทศของกลุ่มผู้ส่งออกญี่ปุ่นในช่วงใกล้ปิดสิ้นปีงบการเงิน หลังจากที่อ่อนค่าลงช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์จากการกลับเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุน และความต้องการเงินเหรียญสหรัฐของกลุ่มผู้นำเข้าญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 30 มี.ค. เงินยูโรอยู่ที่ 1.3343 เทียบกับระดับ 1.3271 เหรียญสหรัฐ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (23 มี.ค.) ขณะที่ค่าเงินเยนอยู่ที่ 82.00 เทียบกับ 82.31 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า

สำหรับตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้ ในสัปดาห์นี้ (วันที่ 2-5 เม.ย.) คาดว่าคงจะมีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินในช่วงต้นเดือน ขณะที่ธนาคารพาณิชย์อาจทยอยเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับความต้องการใช้เงินของลูกค้าก่อนเข้าสู่วันหยุดยาวเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ รวมทั้งจะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 3%

ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นค่อนข้างทรงตัว โดยธนาคารพาณิชย์จะมีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.90-2.96% เทียบกับ 2.90% ในสัปดาห์ก่อน ขณะที่อัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน ทรงตัวที่ 3% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า

ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.64% ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ปรับขึ้นเมื่อเทียบกับ 3.57% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความกังวลต่อความต้องการระดมเงินของภาครัฐที่อาจเพิ่มขึ้น รวมถึงแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ทางการมีแผนจะออกพันธบัตรรัฐบาล 1.775 แสนล้านบาท ในช่วงเดือน เม.ย.– มิ.ย.

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.16% ในวันพฤหัสบดี ลดลงจาก 2.23% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับขึ้นในวันจันทร์ ท่ามกลางความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ก่อนที่จะปรับลงในวันอังคาร จากแรงหนุนคำแถลงของเฟดที่ระบุถึงความจำเป็นในการดำเนินนโยบายผ่อนคลายต่อเนื่อง และมุมมองเชิงบวกต่อการขยายขนาดกองทุนรักษาเสถียรภาพยุโรป อัตราผลตอบแทนปรับขึ้นและลงในกรอบแคบอีกในช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่การประมูลพันธบัตรอายุ 5 ปี ไม่ได้รับการตอบรับที่ดี

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้ (2-5 เม.ย.) ดัชนีอาจแกว่งตัวผันผวนโดยมีโอกาสปรับตัวขึ้น จากความคาดหวังเกี่ยวกับการกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟด และผลการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปในวันที่ 30 มี.ค. สำหรับรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าโรงงาน ดัชนีภาคการผลิตและการบริการ (ISM) และการจ้างงานนอกภาคการเกษตร รวมถึง FOMC Minutes

บล.กสิกรไทย คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,184 จุด และ 1,167 จุด ขณะที่แนวต้านจะอยู่ที่ 1,207 จุด และ 1,214 จุด

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน