posttoday
โชห่วย...ยังกินกันได้

โชห่วย...ยังกินกันได้

02 เมษายน 2555

ปัญหาปากท้องชาวบ้านที่มีค่าครองชีพสูงขึ้นจากราคาสินค้า

โดย...บากบั่น บุญเลิศ

ปัญหาปากท้องชาวบ้านที่มีค่าครองชีพสูงขึ้นจากราคาสินค้า ข้าวของที่แพงขึ้นกำลังท้าทายขีดความสามารถในกระบวนการจัดการของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นอย่างมาก

ขณะที่การคลอดมาตรการแก้ปัญหาค่าครองชีพด้วยการอนุมัติวงเงิน 1,620 ล้านบาท สำหรับใช้ดำเนินการโครงการลดค่าครองชีพไทยช่วยไทย เพื่อแก้ไขปัญหาข้าวของแพงแบบครบวงจร

งบประมาณมหาศาลก้อนนี้ ถูกแบ่งจัดสรรเป็น 2 โครงการ

หนึ่ง โครงการโชห่วยช่วยชาติ ร้านถูกใจ หรือชื่อเดิมคือ 1 ร้านค้า 1 ชุมชน วงเงิน 1,320 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นโครงการมหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพไทยช่วยไทยวงเงินอีก 300 ล้านบาท

ผมขอฉายภาพให้เห็นกันแบบนี้นะครับ...

รูปแบบของโครงการโชห่วยช่วยชาติ เป็นการจัดหาสินค้าจำเป็น 20 รายการ เช่น ข้าวสาร ไข่ น้ำมันพืช น้ำตาลทราย น้ำปลา ปลากระป๋อง บะหมี่ หมู ฯลฯ ไปจำหน่ายให้กับร้านโชห่วยในชุมชน 1 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ขายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด 20% เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชน

ขณะที่โครงการมหกรรมธงฟ้านั้น มีกระทรวงพาณิชย์เป็นแม่งานจัดหาสถานที่ เพื่อนำสินค้าราคาถูกไปจัดจำหน่ายถึงมือผู้บริโภค โดยแบ่งจัดงานเป็นระดับประเทศ 3 ครั้ง ระดับภูมิภาคอีก 2–4 ครั้งรวม 12 ครั้ง ระดับจังหวัดทุกจังหวัดรวม 76 ครั้ง และระดับอำเภอทุกอำเภอรวม 878 ครั้ง

จะเห็นว่า การแก้ปัญหาปากท้องทั้ง 2 โครงการของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ครั้งนี้ มีการใช้งบประมาณก้อนมหาศาล อาจจะเป็นวงเงินที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่เคยมีมาก็ได้ แต่หากพูดถึงแนวคิดแก้ปัญหาจะพบว่า ใช้ยาสามัญประจำบ้านไปรักษาแผลที่เน่าเรื้อรัง “มหกรรมธงฟ้า” เรียกได้ว่า แทบเป็นสูตรดั้งเดิม ทุกครั้งเมื่อเกิดปัญหาของแพง คิดไม่ออก บอกไม่ถูก ก็จัดโครงการธงฟ้าขายสินค้าราคาถูก

โครงการนี้ได้ประโยชน์บ้าง... แต่น้อยมาก เพราะชาวบ้านที่ได้ประโยชน์จริงจะกระจุกตัวเฉพาะแถบชุมชนที่มีการจัดงานเท่านั้น ขณะชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลคงทำใจไปซื้อหาลำบาก เพราะค่าเดินทางไปแพงกว่าราคาสินค้าที่ถูกลงเสียอีก แถมวิธีการแก้ปัญหาเช่นนี้ยังทำแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยภาครัฐเข้าไปอุดหนุนงบให้ผู้ผลิตเป็นครั้งคราว บิดเบือนราคาปลายทางเพื่อให้ได้ของถูก ขณะที่ประชาชนได้ซื้อของถูกเพียง 35 วันต่อการจัดงานหนึ่งครั้งเท่านั้น หลังจากงานจบราคาสินค้าจะกลับมาแพงเหมือนเดิม

ส่วนโครงการโชห่วยช่วยชาตินั้น หากจำกันได้ในสมัยหนึ่งของรัฐบาลทักษิณเคยจัดโครงการ “บริษัทรวมค้าปลีกเข้มแข็ง” เพื่อแก้ปัญหาร้านโชห่วยถูกร้านโมเดิร์นเทรดยึดตลาด แต่สุดท้ายก็ตายไปทั้งโครงการ

มาหนนี้เปลี่ยนเป็นทำเพื่อแก้ปัญหาข้าวของราคาแพงแทน แต่มีรูปแบบเหมือนกัน คือภาครัฐเป็นตัวกลางช่วยจัดหาสินค้าไปให้ร้านโชห่วยขายราคาถูกแก่ประชาชน ทั้งๆ ที่ผลการดำเนินงานของบริษัทรวมค้าปลีกด้วยความล้มเหลวสิ้นเชิง นอกจากไม่ช่วยให้ร้านโชห่วยเข้มแข็งแล้ว บริษัทยังถูกสั่งปิดกิจการพร้อมกับภาระขาดทุนสะสม 400 ล้านบาท ไม่นับรวมงบประมาณที่ได้รับมาตอนแรก 395 ล้านบาท หมดไปกับค่าใช้จ่าย การซื้อระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้บริหารจัดการ รวมทั้งค่าจ้างเงินเดือน ผู้บริหาร ที่ปรึกษา พนักงาน ดังนั้น ร้านโชห่วยช่วยชาติ น่าจะซ้ำรอยอดีตอีกครั้ง เพราะเมื่อดูรายละเอียดแล้ว ส่วนใหญ่หมดไปกับรายจ่ายวางระบบคอมพิวเตอร์ และค่าจ้างเหมือนกัน

ผมแยกให้เห็นว่า เป็นค่าโลจิสติกส์ และการวางระบบคอมพิวเตอร์ 500 ล้านบาท การจ้างพนักงาน 1,000 ตำแหน่ง 100 ล้านบาท ค่าบริหารจัดการคณะกรรมการจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศอีก 90 ล้านบาท ค่าบริหารจัดการของกรมการค้าภายใน 9 ล้านบาท

งบประมาณที่เหลือ ถูกจัดสรรเป็นค่าแต่งร้าน 1 หมื่นบาท/ร้าน ค่าบริหารจัดการร้าน 1 หมื่นบาท/ราย ค่าจัดหาวัตถุดิบ และซื้อสินค้า 100 ล้านบาท ค่าประชาสัมพันธ์ 100 ล้านบาท สะระตะบวกลบคูณหารกันแล้ว งบสำหรับใช้บริหารจัดการภายใน ค่าเบี้ยประชุมมีสูงถึง 699 ล้านบาท มากกว่าเงินที่นำไปช่วยเหลือโชห่วย และจัดซื้อสินค้าที่มีเพียง 621 ล้านบาทเสียอีก

เห็นรูโหว่มั้ยครับท่านผู้ชม เห็นมั้ยครับว่า โชห่วยนั้น กินกันได้สบายมาก ผมจึงเสนอว่ารัฐบาลควรปรับวิธีการแทรกแซงราคาแบบขายผ้าเอาหน้ารอดแบบนี้ แต่ควรหันมาสร้างระบบกลไกราคาที่แท้จริงของตลาดให้ทำงาน ตามหลักคิดของ อดัม สมิธ ที่เน้นเรื่องเศรษฐศาสตร์อุปทาน คือ รัฐบาลไม่ควรเข้าแทรกแซงทางการค้า ควรปล่อยให้เอกชนดำเนินการค้าเสรี แต่ต้องใช้กลไกราคาเป็นเครื่องจัดสรรทรัพยากร

ผมเสนอให้รัฐบาลรักษากฎหมายและการจัดระเบียบภายในสังคม เพื่อให้เกิดความเคารพในกรรมสิทธิ์ และสัญญาข้อตกลงทางการค้าระหว่างกัน นั่นหมายถึงว่า รัฐบาลเข้ามาวางกฎเกณฑ์เพื่อให้กลไกตลาดทำงานได้ดียิ่งขึ้น เพราะว่าในตลาดสินค้าและตลาดปัจจัยการผลิตไม่ได้เป็นตลาดที่แข่งขันอย่างสมบูรณ์ ยังคงมีการผูกขาดอยู่ไม่มากก็น้อย

หากกลไกราคาไม่สามารถทำหน้าที่ในการกระจายผลประโยชน์ในสังคม หรือสินค้าและบริการ และปัจจัยการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพรัฐบาลก็ต้องเข้าไปแทรกแซงตรงจุดนั้น

ถ้าสินค้าขึ้นได้ ก็ต้องลงได้

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค