posttoday
ไอซีทีหาคนผิดกรณียึดทรัพย์ใน 30 วัน

ไอซีทีหาคนผิดกรณียึดทรัพย์ใน 30 วัน

07 มีนาคม 2553

จากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือและดาวเทียม เพื่อสอบหาผู้ที่เกี่ยวข้องทุกกรณีใน 4 ประเด็น คือการแปลงส่วนแบ่งรายได้เป็นภาษีสรรพสามิต การลดส่วนแบ่งรายได้จากมือถือระบบเติมเงินเหลือ 20% การโรมมิงสัญญาณของบริษัท ดิจิตอลโฟน หรือดีพีซี และกรณีสัญญาสัมปทานดาวเทียมไทยคม รวมถึงต้องสรุปมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทีโอที กสท โทรคมนาคม และกระทรวงไอซีที มีกำหนดเวลา 30 วัน

การสอบสวนของกระทรวงไอซีทีถือเป็นการสอบเพื่อเอาความผิดทางแพ่ง ซึ่งหากผลการสอบสวนมีพยานที่ชัดเจนว่าทำให้ทีโอทีและ กสทฯ เสียหาย คณะกรรมการจะเสนอเรื่องต่อ รมว.ไอซีที และรัฐบาลเพื่อพิจารณายื่นฟ้องทางแพ่งต่อไป ซึ่งทั้งทีโอทีและ กสทฯ เองก็ตั้งคณะกรรมการภายในเพื่อศึกษาความเสียหายที่เกิดขึ้นเพื่อเสนอต่อไอซีทีเช่นกัน ส่วนการเอาผิดทางอาญาและทางปกครองกรณีผู้เกี่ยวข้องนั้น เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.

แอร์พอร์ตลิงก์เลื่อนเม.ย.เป็นก.ค.

นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ร.ฟ.ท. เปิดเผยว่า ร.ฟ.ท. ยังไม่ได้รับส่งมอบระบบการเดินรถโครงการแอร์พอร์ตลิงก์ จากบริษัท ซีเมนต์ เนื่องจากติดปัญหา 3 ส่วนหลัก คือการติดตั้งกล้องวงจรปิด 70 กล้อง ระบบคลื่นวิทยุไม่ครอบคลุมพื้นที่อุโมงค์ และระบบไฟฟ้ากำลังส่ง 750 เควี ซึ่งเป็นกระแสไฟฟ้าสลับยังไม่มีความเสถียร ทำให้ที่ปรึกษาอิสระ (ไอซีอี) ซึ่งเป็นผู้ให้ใบรับรองด้านความปลอดภัย ไม่สามารถออกใบรับรองด้านความปลอดภัยให้กับโครงการแอร์พอร์ตลิงก์ได้ ทำให้ ร.ฟ.ท. ต้องเลื่อนการเปิดให้บริการออกไป จากที่จะเปิดบริการเดือน เม.ย. นี้

อย่างไรก็ตาม นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม กล่าวว่า เดือน เม.ย. นี้จะสามารถเปิดทดลองให้บริการช่วงเช้าเย็น ให้พนักงานที่ทำงานในสนามบินสุวรรณภูมิและประชาชนทั่วไปใช้โดยไม่คิดค่าบริการ และจะเปิดให้ใช้เชิงพาณิชย์ภายในเดือน ก.ค. นี้ ส่วนเรื่องค่าปรับนั้นต้องพิจารณาว่า บริษัท ซีเมนต์ ส่งมอบงานแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งค่าปรับจะคิดในอัตรา 0.1% ของมูลค่างาน 2 หมื่นล้านบาท คาดว่าค่าปรับตกประมาณวันละ 2 ล้านบาท ซึ่งรวมแล้วค่าปรับน่าจะตกประมาณ 17 ล้านบาท

เร่งแผนรับมือภัยแล้งปี’53

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยธรรมชาติ ได้จัดทำแผนเตรียมรับสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรคู่ไปกับแผนปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปัญหาภัยแล้งปีนี้ โดยสถานการณ์น้ำขณะนี้พบว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั้งหมดรวม 4.7 หมื่นล้านลบ.ม. หรือ 65% ของความจุอ่างเก็บน้ำ โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยกว่า 30% ของความจุอ่างมีจำนวน 2 อ่าง ได้แก่อ่างเก็บน้ำแม่กวงและอ่างเก็บน้ำทับเสลา ขณะที่แผนการจัดสรรน้ำในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาใช้น้ำไปแล้ว 6,393 ล้านลบ.ม. หรือ 80% ของแผนจัดสรรน้ำทั้งหมดในลุ่มน้ำเจ้าพระยา คงเหลือปริมาณน้ำที่สามารถจะนำมาใช้ได้ตามแผนประมาณ 1,607 ล้านลบ.ม.

ทั้งนี้ ปัญหาภัยแล้งดังกล่าวส่งผลต่อการทำนาของชาวนาในหลายจังหวัด เช่น พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา และอ่างทอง โดยเฉพาะระดับน้ำเจ้าพระยาลดลงทำให้ฐานล่างของประตูน้ำสูงกว่าระดับน้ำไม่สามารถปล่อยน้ำได้ ชาวนาหลายพื้นที่เริ่มใช้เครื่องสูบน้ำชลประทานเข้าพื้นที่การเกษตร ซึ่งจะใช้วิธีการสูบส่งต่อกันเป็นทอดๆ แต่หากยังแก้ปัญหาไม่ได้คงได้รับผลกระทบจากภัยแล้งแน่นอน

พาณิชย์ยัน ไม่ประมูลข้าวสต๊อกรัฐ

นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า จะไม่มีการเปิดประมูลข้าวเป็นการทั่วไปตามนโยบายนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นช่วงที่ข้าวฤดูกาลใหม่จะออกสู่ตลาด หากรัฐเปิดประมูลจะทำให้ราคาข้าวในตลาดตกต่ำลงทันที และส่งผลต่อเนื่องให้รัฐบาลต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการประกันรายได้สูงขึ้น โดยรัฐยังมีช่องทางอื่นที่จะเปิดขายข้าวในสต๊อกได้อีก เช่น เปิดขายในตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า (เอเฟท) หรือเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกที่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศยื่นขอซื้อเข้ามายังกระทรวงพาณิชย์ได้ ส่วนข้าวที่รัฐบาลตั้งโต๊ะรับซื้อจากเกษตรกรเพื่อแก้ปัญหาราคาตกต่ำนั้น จะนำมาขายในเอเฟทภายใน 30 วัน

“อีก 23 เดือนต่อจากนี้ ข้าวฤดูกาลใหม่จะออกสู่ตลาดแล้ว รัฐคงไม่เปิดประมูล เพราะไม่อยากให้ราคาข้าวในตลาดตกต่ำ ส่วนข้าวในสต๊อกรัฐ ก็ยังเก็บไว้ได้ ไม่น่ามีปัญหาอะไร” นางพรทิวา กล่าว

เพิ่มโควตาแก้น้ำตาลขาดตลาด

นายพงษ์เทพ จารุอำพรพรรณ รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการน้ำตาลทราย (กน.) จะประชุมวันที่ 10 มี.ค. พิจารณาสถานการณ์น้ำตาลหากยังไม่สามารถควบคุมการตึงตัวได้ อาจต้องจัดสรรน้ำตาลโควตา ก. (น้ำตาลเพื่อบริโภคในประเทศ) เพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ 21 ล้านกระสอบ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำตาลขึ้นงวดสัปดาห์ละ 4.03 แสนกระสอบ ค้างกระดาน 3.3 แสนกระสอบ ยังไม่ได้ขนย้าย 2.7 แสนกระสอบ หากการบริโภคอยู่ในภาวะปกติก็น่าจะมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งการจัดสรรน้ำตาลโควตา ก. สูงถึง 21 ล้านกระสอบ ในปีนี้ถือว่าอยู่ในระดับสูงที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพราะโดยปกติแล้วหากเศรษฐกิจดี การบริโภคน้ำตาลก็จะอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านกระสอบเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มน้ำตาลโควตา ก. เป็นจำนวนมาก จะไม่ส่งผลดีต่อเงินในระบบเช่นเดียวกัน รวมทั้งจะยิ่งทำให้มีน้ำตาลรั่วไหลออกไปได้มากขึ้น แต่ กอน. จะปล่อยให้น้ำตาลขาดจากตลาดไม่ได้ เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ใช้ในภาพรวม

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน