posttoday
จุดพลุรวมบัญชีล้วงทุนสำรองธปท.

จุดพลุรวมบัญชีล้วงทุนสำรองธปท.

07 มีนาคม 2553

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นร้อนที่กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ไปทั่วเมืองในชั่วข้ามคืน แถมแรงชนิดเรียกแขกได้ไม่น้อยกว่าคนเสื้อแดง คงหนีไม่พ้นไอเดียบรรเจิดของรัฐบาลที่ต้องการดึงเงินทุนสำรองของประเทศออกมาใช้

โดยนโยบายดังกล่าวถูกขายผ่านแนวคิดของ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ที่ออกมาระบุว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้คลังไปหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อพิจารณารวมบัญชีรายรับรายจ่ายของ ธปท. ให้เหลือเพียงแค่บัญชีเดียว

ด้วยเหตุผลที่ฟังดูง่ายๆ ว่า เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารงานในเชิงนโยบายมากขึ้น โดยเฉพาะการรับรู้รายรับรายจ่าย ว่ามีเงินอยู่เท่าไร สามารถนำไปใช้ลงทุนได้ส่วนไหนบ้าง เพราะทุกวันนี้ต่างประเทศเขามีกันแค่ 1 บัญชี ไม่ใช่ 3 บัญชีอย่างที่ ธปท.ทำอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งไทยจะกลายเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีระบบบัญชีแบบนี้ ทำให้ไม่สามารถนำเงินทุนสำรองที่มีอยู่จำนวนมากออกมาใช้ประโยชน์ได้เต็มที่

ที่สำคัญไปกว่านั้น คือ ถ้า ธปท.สามารถนำเงินทุนสำรองออกมาใช้ได้ อย่างน้อยก็จะนำเงินมาชำระหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งแต่ละปีคลังต้องตั้งงบประมาณมาจ่ายดอกเบี้ยสูงมาก เพราะ ธปท.ไม่สามารถชำระเงินต้นได้ ทำให้ดอกเบี้ยไม่ลด กลายเป็นภาระงบประมาณของรัฐบาล แทนที่จะนำเงินงบประมาณจำนวนนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศให้มั่นคง

แต่ไม่ว่ารัฐบาลจะว่าอย่างไร แต่เรื่องใหญ่อย่างนี้คงไม่จบลงง่ายๆ เพราะนโยบายนี้ยังไม่มีเสียงตอบรับหรือปฏิเสธจากคนฝั่ง ธปท.เลย ที่สำคัญการจัดการเงินสำรองของประเทศต้องเป็นไปตามกฎหมาย หากจะทำกันจริงจังอาจจะต้องแก้ไขกฎหมายนำเรื่องเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร

แต่ก่อนจะถึงขั้นตอนนั้น รัฐบาลคงต้องรับหน้ากับลูกศิษย์ของหลวงตามหาบัวทั่วประเทศ ที่เคยร่วมกันทอดกฐินเรี่ยไร ทั้งเงินเหรียญสหรัฐ และทองคำมาเติมเข้าคลังประเทศ ให้ได้เสียก่อน ประเด็นต้องติดตามกันอีกนานพอสมควร

อีกเรื่องที่ร้อนไม่แพ้กัน คือการขยายผลของรัฐบาลจากการตัดสินคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพื่อเอาผิดกับกลุ่มคน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

โดยงานนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ไปเร่งประเมินความเสียหายของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ว่ามีหน่วยใดบ้างที่มีความเสียหายจากการกระทำที่เอื้อประโยชน์ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ

โดยเฉพาะกรณีการเอื้อประโยชน์ ให้บริษัท เอไอเอส และกรณีที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ปล่อยกู้ให้ประเทศพม่า ซึ่งสร้างความเสียหายให้ประเทศเพราะคลังเป็นผู้มีหุ้นใหญ่ เพราะศาลฎีกาฯ วินิจฉัยว่าเสียประโยชน์

ทั้งนี้เรื่องนี้นายกรณ์ได้เร่งหารือกับ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ผู้อำนวยการ สคร. นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง และนายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมสรรพากร ไปตั้งแต่เมื่อเย็นวันที่ 1 มี.ค. เพื่อเตรียมความพร้อมในการให้ความร่วมมือกับสำนักงานอัยการอย่างเร่งด่วน

นายกรณ์ ยืนยันว่า เป็นการทำหน้าที่เพื่อปกป้องสิทธิของแผ่นดิน พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวที่ว่าเก่งแต่เรื่องการกู้เงิน และรอส้มหล่นจากการยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ

และยังชี้แจงอีกว่า ที่สำคัญคือ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลต้องกู้เงินจำนวนมาก เพราะมีการโกงแผ่นดิน ทำให้แผ่นดินเสียหาย ขาดเงินงบประมาณจากที่ควรจะได้รับ ทำให้ภาระของประเทศเพิ่มขึ้นจึงต้องกู้เงินมาบริหาร

ขณะที่ฝ่าย นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณอยู่ระหว่างเตรียมการประชุมทีมทนายความเพื่อเตรียมการยื่นอุทธรณ์ ซึ่งยังมีเวลา 30 วัน เพราะมีประเด็นคาใจ ว่าตัดสินไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประเด็น

แต่อย่างไรก็ตาม การขยายผลเอาผิดเกี่ยวเนื่องจากคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ส่งผลกระทบทำให้ข้าราชการที่เดิมเคยสนองการเมืองหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามกัน เพราะการเอาผิดครั้งนี้จะเกี่ยวโยงเอาผิดกับข้าราชการ อดีตข้าราชการรายใดบ้างยังต้องติดตามต่อไป

สำหรับอีกเรื่องที่ประชาชนผู้บริโภคต้องติดตามชนิดอย่ากะพริบตา คือ การดำเนินการรื้อค่าธรรมเนียมให้เป็นธรรมของ ธปท. ที่จะลุกขึ้นมาสั่งรื้อค่าต๋ง “เอทีเอ็มพูล” เป็นการรับลูกข้อมูลที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ออกมาเปิดเผยผลการศึกษาว่า การเก็บค่าธรรมเนียมในปัจจุบันไม่เป็นธรรม

เนื่องจากผู้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมเข้าข่าย “ฮั้ว” เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเต็มเพดานที่ ธปท.กำหนดไว้ ไม่ได้แข่งขันตามกลไกตลาดเพื่อให้ราคาค่าบริการถูกลงแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ธปท.จะไปหารือร่วมกับสถาบันการเงินทั้งหมดอีกครั้ง ในเร็วๆ นี้ เพื่อให้มีการปรับวิธีหรือลดราคาการคิดค่าบริการลงมาด้วย

ด้านธนาคารกรุงไทย ก็ตอบสนองนโยบาย ธปท.ทันที โดยพิจารณาโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่นายกรณ์ รมว.คลัง ที่ว่าควรเข้าไปดูแลธนาคารพาณิชย์ ที่มีรายได้ค่าธรรมเนียมขยายตัวสูงกว่าปริมาณการปล่อยสินเชื่อว่าเอาเปรียบสิทธิผู้บริโภคหรือไม่

อีกเรื่องร้อนๆ ที่ควรติดตาม คือ การสั่งปิดบริษัทฟินันซ่าประกันชีวิตของคลัง ให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เข้าไปคุมกิจการของบริษัท เนื่องจากหาเงินเพิ่มทุนได้

แต่ล่าสุด รมว.คลัง ก็ยังไม่พิจารณาลงนาม คณะกรรมการทั้ง 8 คน ที่คปภ.เสนอให้เข้าไปควบคุมกิจการแต่อย่างใด เพราะต้องการให้ คปภ.กลับไปศึกษาว่ายังมีแนวทางแก้ไขปัญหาอื่นหรือไม่ เนื่องจากเกรงว่าหากใช้วิธีเข้าไปควบคุมกิจการอาจส่งผลกระทบกับบริษัทอย่างมาก และผลกระทบอาจขยายไปถึงธุรกิจประกันภัยโดยรวมอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค