
ซีอีโอโค้ก มองไทย "สดใส...ซาบซ่า" ทุ่ม 1.4 หมื่นล้านบาทรับอาเซียน
ตลาดน้ำอัดลมในไทย ที่มีมูลค่ากว่า 3.5 หมื่นล้านบาท
ตลาดน้ำอัดลมในไทย ที่มีมูลค่ากว่า 3.5 หมื่นล้านบาท เป็นอีกหนึ่งตลาดที่แข่งขันสูงและรุนแรงในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาด “น้ำดำ” ที่เจ้าของสินค้ารายใหญ่ในตลาดโลกอย่าง “โค้ก” และ “เป๊ปซี่” ต่างผลัดเกมการแข่งขันทั้งเชิงรุกและรับ ภายใต้สถานการณ์ที่พร้อมพลิกผันตลอดเวลา
ล่าสุด มูห์ทาร์ เคนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โคคาโคลา หรือผู้บริหารเบอร์หนึ่งของโคคาโคลา มีโอกาสมาเยือนไทยเพื่อพบปะกับพันธมิตรหลัก คือ ผู้บริหารบริษัท ไทยน้ำทิพย์ และหาดทิพย์ พร้อมติดตามการดำเนินงานด้านต่างๆ ในธุรกิจโคคาโคลา หลังจากลงทุนในไทยราว 1.4 หมื่นล้านบาทในไทย ช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้
ซีอีโอ โคคา-โคลา เปิดใจว่า รู้สึกตื่นเต้นอย่างมากกับความคืบหน้าทางธุรกิจด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และยิ่งรู้สึกตื่นเต้นขึ้นไปอีก สำหรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต จากที่ปัจจุบันองค์กร โคคาโคลา ในประเทศไทย มีพนักงานเกือบ 1 หมื่นคน ซึ่งทุกคนต่างมุ่งมั่นที่จะเติบโตไปพร้อมกับองค์กร
การเยือนประเทศไทยของ เคนท์ ยังเพื่อพบปะกับกลุ่ม “เอ็นจีโอ” องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่เป็นพันธมิตรร่วมกับ “โค้ก” ในช่วงที่ประเทศไทยประสบปัญหาภัยน้ำท่วมปลายปีก่อน จากการเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือในชุมชนที่เผชิญภาวะวิกฤต เพื่อแสดงความขอบคุณต่อพันธมิตรเหล่านี้ รวมถึงสภากาชาดไทย
สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นการสะท้อนถึงการทำงานขององค์กรที่เติบโตไปพร้อมกับสังคมในอนาคต ภายใต้แนวทางเดียวกับโครงการที่บริษัทวางไว้ คือ “ไลฟ์ โพสิทิฟลี” (Live Positively) ซึ่งบริษัทมุ่งให้ความสำคัญในการทำงานร่วมกับพันธมิตร 3 ส่วนหลัก หรือ “เดอะ โกลเดน ไทรแองเกิล” ระหว่าง ธุรกิจ ภาครัฐ และคนในสังคม
เคนท์ กล่าวว่า การมาเยือนประเทศไทยครั้งนี้ ยังรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งสองรายดังกล่าว จากการร่วมกันผลักดันและพัฒนาตลาดให้เติบโตไปด้วยกันในช่วงที่ผ่านมา โดยปัจจุบัน โคคาโคลา มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเท่าที่เคยมีมา ดังนั้นบริษัทจึงวางแผนลงทุนธุรกิจในไทยอย่างต่อเนื่องนับจากนี้ เพื่อผลักดันให้เติบโตอย่างต่อเนื่องไปพร้อมกัน
“โคคาโคลา ถือเป็นตัวอย่างการดำเนินกิจการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกธุรกิจกับพันธมิตรในประเทศท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันตลาดเมืองไทยมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน คู่กับตลาดประเทศฟิลิปปินส์” เคนท์ กล่าว
ขณะที่ในช่วงวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นในไทยเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา บริษัทได้รับความเสียหายในโรงงานผลิตหัวน้ำเชื้อ แต่ก็ยังสามารถดำเนินธุรกิจร่วมกับพันธมิตรต่อไปได้เป็นอย่างดี และเริ่มต้นได้ทันที เพราะการแก้ไขปัญหาและระบบซัพพลายเชนได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ในอนาคตตลาดอาเซียนจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง จากการรวมกันเป็นตลาดหนึ่งเดียว และมีจำนวนประชากรรวมกันไม่ต่ำกว่า 600 ล้านคน อีกทั้งยังหมายถึงการขยายตัวของกลุ่มประชากรคนชั้นกลางที่มีจำนวนมากขึ้นและเป็นกำลังซื้อในตลาดที่สำคัญที่กำลังจะกลายเป็น “บริษัท อาเซียน” (อาเซียน คอมปานี) ที่มีความแข็งแกร่ง ขนาดที่ใหญ่ ความเคลื่อนไหวและความต้องการที่สูงขึ้น
แนวโน้มดังกล่าว ทำให้ตลาดอาเซียนเมื่อรวมกับประเทศจีนแล้ว จะมีคนชั้นกลางสูงสุดในโลก หรือราว 70% ของประชากรโลก บริษัทจึงมองโอกาสในการทำตลาดอาเซียนในอนาคตด้วย
ขณะที่ไทยถือเป็น 1 ใน 20 ประเทศที่สำคัญในการทำตลาดระดับโลก ของ โคคาโคลา และมีความพิเศษต่อ “เคนท์” ทั้งในแง่ธุรกิจและส่วนตัว ด้วยเมื่อวัยเด็ก เคนท์ เคยอาศัยและเติบโตในกรุงเทพมหานคร (กทม.) มาก่อน และยังมีความประทับใจในเมืองไทยมาถึงปัจจุบัน
สำหรับแผนใน 3 ปีนับจากนี้คือปี 2555-2558 บริษัทเตรียมงบลงทุนต่อเนื่องในไทยในระดับเดียวกับเมื่อ 3 ปีก่อน หรือราว 1.4 หมื่นล้านบาท ในด้านต่างๆ อาทิ การผลิตสินค้า (โปรดักชัน) บรรจุภัณฑ์ การบริหารจุดจำหน่าย ช่องทางขายต่างๆ การลงทุนด้านนวัตกรรม การติดตั้งตู้แช่เย็น สินค้า รวมถึงการทำแบรนดิงผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ไทยยังถือเป็นหนึ่งในตลาดใหม่ที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วของเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์ เพราะอัตราการบริโภคต่อประชากรที่ยังต่ำอยู่ หรือยู่ที่ 93 ขวดต่อปี และเครื่องดื่มน้ำอัดลมอยู่ที่ 76 ขวดต่อปี ขณะที่เม็กซิโกอยู่ที่ 728 ขวดต่อปี และ 514 ขวดต่อปี ตามลำดับ จึงเป็นช่องว่างที่จะเข้าไปเติมเต็มตลาดในอนาคต โดยปัจจุบันอัตราการบริโภคเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์ของชาวไทยเฉลี่ยที่ 93 ขวดต่อปี และเครื่องดื่มน้ำอัดลมอยู่ที่ 76 ขวดต่อปี ขณะที่เม็กซิโก อยู่ที่ 728 ขวดต่อปี และ514 ขวดต่อปี ตามลำดับ
ทั้งหมดนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่จะผลักดันให้ “โคคาโคลา” ใน 5 ปีข้างหน้ามียอดขายเติบโตในภูมิภาคอาเซียนราว 20% จากปัจจุบันอยู่ที่ 10-15% ที่แม้ว่าในปัจจุบันตลาดดังกล่าวจะมีการแข่งขันสูง แต่เชื่อว่าเป็นการดี ทีผลักดันให้ตลาดในรวมมีความเข้มแข็ง และดีต่อผู้บริโภค
แม้ในปัจจุบันจะมีคู่แข่งล่าสุดในตลาดอย่าง “บิ๊ก โคล่า” ซึ่งบริษัทพร้อมจะทำตลาดด้วยความแตกต่าง จากปัจจุบัน โคคาโคลา ถือว่าเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมในประเทศ และจะมุ่งรักษาความเป็นผู้นำเอาไว้
ภายใต้เป้าหมายสูงสุดของโค้ก นั่นคือการเป็นแบรนด์และองค์กรที่ได้รับการยอมรับและนับถือมากที่สุดของไทย







