
TMBลดพาร์ขายหุ้น‘ไอเอ็นจี’
ชงบอร์ดตัดสินล้างขาดทุนสะสม4แสนล้านเหลือหุ้นละไม่ถึงบาท
โพสต์ทูเดย์
— ทหารไทยส่งแผนลดพาร์ล้างขาดทุนสะสม 4 แสนล้าน เข้าที่ประชุมบอร์ดเดือน มี.ค.นี้ คาดเหลือหุ้นละ 0.751 บาท พร้อมเสนอขายหุ้นยกล็อตให้ไอเอ็นจีนายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่า จะนำแผนการลดมูลค่าราคาที่ตราไว้ (พาร์) เพื่อล้างขาดทุนสะสมเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารภายในเดือนนี้ เพื่อเสนอเป็นวาระพิจารณาอนุมัติในที่ประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีในช่วงเดือน เม.ย.นี้
สำหรับวิธีการลดพาร์นั้นจะลดจากพาร์ปัจจุบันที่มีมูลค่า 10 บาทต่อหุ้น ลงไปเท่ากับมูลค่าหุ้นทางบัญชี (Book Value) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1 บาทต่อหุ้น
นายบุญทักษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารมีขาดทุนสะสมอยู่ 1.01 แสนล้านบาท และมีส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นอีก 3 แสนล้านบาท หากลดพาร์ลงเท่ากับมูลค่าทางบัญชีจะทำให้ยอดขาดทุนสะสมหมดไป ขณะที่ทุนจดทะเบียนจะลดจาก 4.2 แสนล้านบาท เหลือ 4.2 หมื่นล้านบาท แต่เป็นการปรับลดมูลค่าทางบัญชีเท่านั้น เพราะเงินกองทุนยังคงอยู่ในระดับ 17% เท่าเดิม ซึ่งถือเป็นระดับที่แข็งแกร่ง
ด้านแผนการจ่ายเงินปันผลนั้น จะยังไม่เสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ โดยจะรอให้ล้างขาดทุนสะสมเสร็จสิ้นลงก่อน หลังจากนั้นเมื่อธนาคารมีกำไรก็จะสามารถพิจารณาจ่ายเงินปันผลได้
นายบุญทักษ์ กล่าวว่า สำหรับยอดปล่อยสินเชื่อช่วง 2 เดือนแรกของปีทรงตัว แม้ยอดสินเชื่อของระบบในช่วงปลายปีที่แล้วจะเพิ่มขึ้น แต่เป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อหมุน เวียน เพราะทุกธนาคารพยายามเร่งปล่อยสินเชื่อเพื่อปิดงบปลายปี
ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้นั้นธนาคารจะแก้ไขโดยการปรับโครงสร้างหนี้ส่วนหนึ่ง และขายออกส่วนหนึ่ง แต่การขายออกไปต้องดูความต้องการของตลาดก่อน
นายบุญทักษ์ กล่าวว่า ธนาคารมีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดภายในเดือน มี.ค.นี้ ประมาณ 8,000 ล้านบาทแต่ผู้ถือหน่วยยินยอมถือหุ้นกู้ต่อไป 5,0006,000 ล้านบาท จึงเหลือส่วนที่จะไถ่ถอนทั้งสิ้นแค่ 2,0003,000 ล้านบาท ธนาคารกำลังพิจารณาว่าจะออกหุ้นกู้ชุดใหม่ออกมารองรับหรือไม่ โดยจะต้องดูจังหวะและทิศทางอัตราดอกเบี้ย แต่ถ้าตลาดไม่เปิดการปล่อยให้หุ้นกู้ส่วนนี้ไถ่ถอนออกไป จะทำให้เงินกองทุนลดลงเพียงเล็กน้อย ไม่กระทบต่อฐานะ
ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้ทำหนังสือขอรับนโยบายจากนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เพื่อพิจารณาการขายหุ้นธนาคารทหารไทยที่ถืออยู่กว่า 22.56% ให้กับกลุ่มไอเอ็นจี กรุ๊ป ตามสัญญาที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาคาดว่าจะมีการพิจารณาภายในเร็วๆ นี้ หลังจากที่อนุมัติให้ขายหุ้นธนาคารสินเอเซียออกไปแล้ว ส่วนราคาขายนั้นจะอยู่ในช่วง 1.60 บาท
สำหรับกรณีของการล้างขาดทุนสะสมด้วยการลดพาร์ลงมานั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะลดเหลือ 0.75 บาท หรือเหลือหุ้นละ 1 บาทของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร) ซึ่งทางคลังไม่ต้องการให้ลดพาร์เหลือต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีที่ 1 บาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถล้างขาดทุนได้ทั้งหมด และสามารถจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลได้ทันทีในปีนี้
นางเสาวนีย์ กล่าวว่าเรื่องการลดพาร์เพื่อล้างขาดทุนสะสม น่าจะเสร็จทันก่อนที่จะประชุมผู้ถือหุ้นในเดือนเมษายนนี้ ซึ่งทางธนาคารทหารไทยได้เสนอแผนมาทั้งหมดแล้ว
ขณะที่วันศุกร์ที่ผ่านมา นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารแบงก์ทหารไทยได้เข้ามาหารือกับผู้บริหารของกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับแผนล้างขาดทุนสะสะสม
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารแบงก์ทหารไทย กล่าวว่าเศรษฐกิจของประเทศและเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่ดี โดยคาดว่า เศรษฐกิจของประเทศปีนี้จะโต 3.2% สินเชื่อก็จะโตประมาณ 1.52 เท่า ของธนาคารก็ ตั้งเป้าจะโต 810%หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 56 หมื่นล้านบาท
ก่อนหน้านี้นายกรณ์ จาติกวาณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คลังมีนโยบายชัดเจนที่จะขายหุ้นแบงก์ทหารไทย หรือ TMB ในส่วนของกระทรวงการคลังที่ถืออยู่ 22.56%ให้กับ ไอเอ็นจีกรุ๊ป ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เนื่องจากธนาคารทหารไทยไม่ได้เป็นธนาคารที่อยู่ในยุทธศาสตร์การบริหารงานของกระทรวงการคลัง
บล.ไอร่า มองราคาเหมาะสมอยู่ที่ 1.6 บาท ส่วนการลดพาร์เพื่อล้างขาดทุนสะสมไม่กระทบต่อมูลค่าตามบัญชี(BV) เป็นการโอนเงินทุนมาล้างขาดทุนสะสมเท่านั้น อย่างไรก็ตามความสามารถในการจ่ายปันผลอยู่ในระดับต่ำประมาณ 1.6% ราคาเหมาะสมปี 53 ที่1.60 บาท ที่สำคัญ TMB จะฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในปี 2555
สำหรับแผนการล้างขาดทุนสะสมของธนาคารคาดว่าจะสามารถเสร็จสิ้นภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลังซึ่งคาดว่าจะสามารถได้ข้อสรุปและมีความชัดเจนขึ้นภายในไตรมาส 1 นี้ โดยธนาคารมีมูลค่าขาดทุนสะสมอยู่ที่ 1.01 แสนล้านบาท และขาดทุนจากการขายหุ้นต่ำกว่าพาร์อีก 3 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีแผนที่จะขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อีกจำนวนหนึ่งในปีนี้เพื่อให้สามารถลดจำนวนเอ็นพีแอลให้ต่ำกว่า 10%
ส่วนในกรณีที่มีนักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดว่าธนาคารต้องลดพาร์เหลือ 0.70 บาทถึงจะเพียงพอต่อการล้างขาดทุนสะสมนั้นจากปัจจุบันพาร์อยู่ที่ 10 บาท ส่วนตัวมองว่าการเป็นการคาดการณ์เท่านั้นแต่จะลดพาร์เหลือเท่าไรนั้นไม่มีใครทราบได้
"การที่แบงก์ปรับแผนระยะยาวเป็น 5 ปีจากเดิมที่วางไว้ 3 ปีก็เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมายังไม่มีวิกฤติเศรษฐกิจแบงก์จึงวางแผนไว้แค่ 3 ปี อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจในปีนี้มีความเปราะบางและผันผวนแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อแผนการล้างขาดทุนสะสมใดๆ" นายบุญทักษ์กล่าว
สำหรับการรุกธุรกิจลีสซิ่งยังอยู่ระหว่างการศึกษา ซึ่งธนาคารมีความสนใจในการทำลีสซิ่งเครื่องจักรเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อม (SME) ที่ไม่มีแหล่งเงินทุนในการซื้อเครื่องจักร โดยปัจจุบันธนาคารมีบริษัทย่อยคือบริษัทไทยโอลิกซ์ ลีสซิ่ง ที่ปล่อยสินเชื่อลีสซิ่งเครื่องจักรแล้ว 1 แห่ง แต่ในอนาคตจะขยายธุรกิจลีสซิ่งในการซื้อกิจการหรือทำธุรกิจเองนั้นยังไม่สามารถให้ความเห็นได้
ล่าสุดนายบุญทักษ์กล่าวถึงแผนการดำเนินงานในปีนี้ว่า ได้วางไว้4 กลยุทธ์หลัก คือ เติบโตอย่างมีคุณภาพ ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดโอกาสการเกิด NPL ใหม่และลด NPL เดิมอย่างต่อเนื่องรวมถึงนำเสนอบริการและผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้าโดยตั้งเป้ารายได้เติบโต 15% แบ่งเป็นรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโต 20%ด้านเงินฝากขยายตัว 17% และสินเชื่อขยายตัว 10% แบ่งเป็นสินเชื่อ SME จะเติบโต 20% สินเชื่อรายใหญ่เติบโต 10% และสินเชื่อรายย่อยเติบโต 78%
อีกทั้งยังพัฒนาคุณภาพสินทรัพย์โดยลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)ให้ต่ำกว่า 10% จากปัจจุบันมี NPL อยู่ที่ 12.7% ของสินเชื่อรวมจากการปรับโครงสร้างหนี้และการขาย NPL เมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม รวมทั้งในปี 2557 ธนาคารจะสร้างอัตราผลตอบแทนจากส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ให้อยู่ที่ 14% โดยปัจจุบันมี ROE อยู่ที่ 4% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมามี ROE อยู่ที่ 1% ด้านส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้สุทธิ (NIM) คาดอยู่ที่ 2.52.6%เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่อยู่ 2.3%เพราะสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นและรุกสินเชื่อSME มากขึ้นเพราะมีผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง







