
ชงขึ้นภาษีสรรพสามิต
สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมสรรพสามิต เตรียมเสนอให้ฝ่ายการเมืองพิจารณาขยายฐานการเก็บภาษี
สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมสรรพสามิต เตรียมเสนอให้ฝ่ายการเมืองพิจารณาขยายฐานการเก็บภาษี เพื่อหารายได้มาชดเชยการลดภาษีน้ำมันดีเซล ซึ่งทำให้รายได้หายไปเดือนละ 9,000 ล้านบาท
สำหรับภาษีที่กรมสรรพสามิต เสนอให้ปรับขึ้นส่วนใหญ่เป็นภาษีบาป อาทิ ภาษีบุหรี่ ที่ปัจจุบันเก็บอยู่ 85% เป็น 90% เต็มเพดาน สุรา เบียร์ อาบอบนวด คาดว่าฝ่ายการเมืองคงจะเห็นด้วย นอกจากนี้ จะมีการเสนอเก็บภาษีทำลายสิ่งแวดล้อม และภาษีเครื่องปรับอากาศ
ขณะที่กระทรวงการคลัง มีแผนจะให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเพียงแห่งเดียวที่รับผิดชอบทำโครงการให้ประชาชนที่ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีบัญชีเงินเดือนสามารถขอกู้เงินซื้อบ้านได้ เพื่อให้ประชาชนกลุ่มนี้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งที่ผ่านมาไม่สามารถขอกู้ซื้อบ้านได้เพราะไม่มีบัญชีเงินเดือนมาแสดง โดยจะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการดังกล่าวได้ในช่วงสงกรานต์นี้
นอกจากนี้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ยังมีแผนที่จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากปัจจุบัน เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเร่งนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักรขนาดใหญ่ และส่งผลดีต่อผู้ส่งออกด้วย ซึ่งอาจจะทำนโยบายการขาดดุลการค้ามาใช้ จากปัจจุบันที่ใช้นโยบายเกินดุลการค้า โดยเป้าหมายค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงจะอยู่ระหว่าง 32-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากระดับปัจจุบันที่ปิดเมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 30.70-30.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย มีการปรับคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ใหม่ จากเดิมที่ 4.9% เป็น 5.7% เนื่องจากมองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมีความชัดเจนขึ้น หลังเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจปรับดีขึ้นทุกด้าน และชี้ว่าภาคการผลิตน่าจะกลับสู่ภาวะปกติได้ในไตรมาส 3 ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังจะโตได้ดี ปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ คือ การบริโภคภายในประเทศ ทั้งการจัดงบประมาณขาดดุล การใช้จ่ายในประเทศที่มากขึ้นจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ และความเชื่อมั่นภาคเอกชนที่ปรับดีขึ้น
สำหรับการประกันภัยพิบัติ หรือภัยธรรมชาติ ได้ข้อสรุปเป็นที่แน่นอนแล้ว ว่าจะมีการเก็บเบี้ยประกันภัยสำหรับบ้านอยู่อาศัย 0.5% คุ้มครองสูงสุด 1 แสนบาท และเก็บเบี้ย 1% จากกลุ่มเอสเอ็มอี เก็บ 1.25% จากกลุ่มอุตสาหกรรม โดยจะให้ความคุ้มครองภัยพิบัติ 3 ภัย คือ น้ำท่วม พายุ และแผ่นดินไหว ในวงเงิน 30% ของความคุ้มครองไฟไหม้ และความเสี่ยงภัยทุกชนิด โดยนายกรัฐมนตรีจะเปิดงานการขายประกันภัยพิบัติครั้งแรกในวันที่ 28 มี.ค.นี้
ตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนียืนเหนือระดับ 1,200 จุด สูงสุดในรอบ 16 ปีช่วงกลางสัปดาห์ จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่ยังไหลเข้ามาลงทุนต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม จากความกังวลในภาคการผลิตของจีนและยุโรปหลังเครื่องชี้ภาคการผลิตเบื้องต้นในเดือน มี.ค.ปรับลดลง ทำให้นักลงทุนขายทำกำไรออกมา ส่งผลให้ดัชนีปิดท้ายสัปดาห์ที่ระดับ 1,194.44 จุด เพิ่มขึ้น 0.41% จากสัปดาห์ก่อน โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 2.27% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 35,858.47 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติและบริษัทหลักทรัพย์ยังคงซื้อสุทธิ ส่วนรายย่อยและสถาบันในประเทศเป็นผู้ขาย
สำหรับการประชุมร่วมระหว่างกิตติรัตน์ ณ ระนอง กับคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดย รมว.คลัง ยังยืนยันในแนวคิดเดิมที่ไม่สนับสนุนเรื่องการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์
ส่วนนโยบายการเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กลับไปทบทวน เรื่องการคิดค่าธรรมเนียม จำนวนบริษัทหลักทรัพย์คุณภาพของการบริการและบทวิจัย







