
กู้เพิ่ม2หมื่นล.ตรึงก๊าซหุงต้ม
กิตติรัตน์ย้ำไม่ขึ้นราคาถึงสิ้นปีกองทุนน้ำมันฯกระอักหวั่นติดลบ3.5หมื่นล.
กิตติรัตน์ย้ำไม่ขึ้นราคาถึงสิ้นปีกองทุนน้ำมันฯกระอักหวั่นติดลบ3.5หมื่นล.
กพช.ไฟเขียวกู้เพิ่ม 2 หมื่นล้านบาท ตรึงราคาก๊าซหุงต้มในครัวเรือนถึงสิ้นปีนี้
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการนโยบาย พลังงานแห่งชาติ (กพช.) ว่า กพช. มีมติเห็นชอบให้สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน กู้เงินเพิ่มอีก 2 หมื่นล้านบาท เพื่อตรึงราคาก๊าซหุงต้ม เมื่อรวมกับเงินกู้เดิม 1 หมื่นล้านบาท วงเงินกู้รวมจะอยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท ระยะเวลาชำระหนี้ 3 ปี
“ยืนยันว่าจะอุดหนุนก๊าซหุงต้มตามแผนเดิม โดยเฉพาะก๊าซหุงต้มในครัวเรือนจะไม่มีการขยับราคาไปจนถึงสิ้นปีนี้” นายกิตติรัตน์ กล่าว
ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมทบทวนการปรับเพิ่มราคาก๊าซแอลพีจีในภาคขนส่งให้ขึ้นน้อยกว่า 75 สตางค์ต่อเดือน ที่เดิมกำหนดให้ปรับเพิ่มในอัตรา 75 สตางค์ต่อกิโลกรัมต่อเดือน เป็นปรับราคาเพิ่มขึ้นน้อยกว่านี้ หากราคาก๊าซแอลพีจีเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงและเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่ต้องการเพิ่มภาระให้ประชาชนในภาวะที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจากต้นปี 25%
นายกิตติรัตน์ ระบุว่า รัฐบาลจะติดตามราคาพลังงานใกล้ชิด หากมาตรการใดต้องทบทวนหรือชะลอออกไปก็จะทำทันที แต่ต้องไม่สร้างภาระหนี้ให้กองทุนน้ำมันมากเกินไป และไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน
นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เปิดเผย กรณีที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายพลังานแห่งชาติ (กพช.)อนุมัติให้สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน เพิ่มวงเงินกู้ยืมอีก 2 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่มีวงเงินกู้อยู่ 1 หมื่นล้านบาท รวมเป็นวงเงินกู้รวม 3หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะสามารถนำมาดูแลราคาพลังงานได้ถึงเดือนต.ค. 2555
ทั้งนี้เงินกู้ดังกล่าวส่วนใหญ่จะนำมาดูแลก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) โดยเฉพาะการจ่ายชดเชย การนำเข้าแอลพีจีทุกเดือน ซึ่งพิจารณาจากพื้นฐานราคาแอลพีจีตลาดโลกที่ระดับ 1,100-1,200 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้ต้องใช้เงินจ่ายการนำเข้าแอลพีจีเฉลี่ยเดือนละ 3,000-4,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมกับการอุดหนุนราคาพลังงานทดแทนอื่น เช่น แก๊สโซฮอล์ อี20 ชดเชยราคาอยู่เดือนละ 80 ล้านบาท แก๊สโซฮอล์ อี85 เดือนละ 12.6 ล้านบาท ค่าขนส่งแอลพีจีเดือนละ 65 ล้านบาท การชดเชยแอลพีจีโรงกลั่น 1,230 ล้านบาท และชดเชยราคาเอ็นจีวีเดือนละ 271 ล้านบาท
สำหรับวงเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาท กำหนดทางเลือกให้กู้จากสถาบันการเงิน หรือออกตราสารหนี้ มีระยะเวลาชำระหนี้ภายใน 3 ปี
ขณะเดียวกันได้ขยายระยะเวลาการชำระคืนหนี้วงเงินกู้ก้อนแรกจากธนาคารกรุงไทย 1 หมื่นล้านบาทจาก 1 ปี เป็นระยะเวลา 3 ปี และยังได้ผ่อนผันระยะเวลาการชำระหนี้คืนได้ตามความจำเป็น และเหมาะสมหากกองทุนน้ำมันฯ มีสภาพคล่องเหลือไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามแผนการบริหารกองทุนน้ำมันฯเดิมตั้งเป้าหมายจะทำให้กองทุนน้ำมันฯเริ่มเป็นบวกได้ในเดือนธ.ค.2555 นี้ โดยคาดการณ์จะมีสถานะสุทธิ 3,877 ล้านบาท แต่ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯยังมีรายจ่ายสูงส่งผลให้มีสถานะติดลบอยู่ถึง 2.1 หมื่นล้านบาทโดยมั่นใจว่าหากดูแลราคาก๊าซแอลพีจีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ก็ไม่น่าจะมีปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากเกินไป
ทั้งนี้ รายงานข่าวระบุว่า เดือนก.พ.2555 ไทยนำเข้าก๊าซหุงต้ม 1.6 แสนตันที่ราคาเฉลี่ย 1,022 เหรียญสหรัฐต่อตัน อัตราอุดหนุนอยู่ที่ 23.75 บาทต่อกิโลกรัม จากเดือนม.ค.2555 ที่มีการนำเข้า 1.13 แสนตัน ที่ราคาเฉลี่ย 874 เหรียญสหรัฐต่อตัน อัตราการอุดหนุน 19.99 บาทต่อกิโลกรัม คาดว่าในเดือนมี.ค.จะมีการนำเข้าก๊าซหุงต้ม 1.98 แสนตัน
กระทรวงพลังงานจำลองสถานการณ์ว่า หากราคาก๊าซหุงต้มเฉลี่ยทั้งปี 2555 อยู่ที่ 1,100 เหรียญสหรัฐต่อตัน และปี 2556 อยู่ที่ 850 เหรียญสหรัฐต่อตัน มีการนำเข้า 1.31.49 แสนตันต่อเดือน กองทุนน้ำมันฯ จะมีภาระการอุดหนุน 25.63 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 2.17 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากราคาก๊าซหุงต้มเฉลี่ยทั้งปี 2555 อยู่ที่ 1,200 เหรียญสหรัฐต่อตัน และปี 2556 อยู่ที่ 850 เหรียญสหรัฐต่อตัน มีการนำเข้าระหว่าง 1.3-1.49 แสนตันต่อเดือน กองทุนน้ำมันฯ จะมีภาระการอุดหนุน 28.73 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 3.56 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ มีภาระชดเชยการอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม และเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในอัตราที่ต่ำ ส่งผลให้กองทุนน้ำมันมีสถานะติดลบ 2.1 หมื่นล้านบาท และกองทุนมีภาระจากการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม และก๊าซเอ็นจีวี 5,200 ล้านบาทต่อเดือน







