
เซรามิกลำปางอ่วมยอดสั่งซื้อลด
กลุ่มเซรามิกลำปางวิกฤตคำสั่งซื้อลด 70% ในเดือนเม.ย.เตรียมเจรจาลูกค้าขอปรับราคาขึ้น 20%
กลุ่มเซรามิกลำปางวิกฤตคำสั่งซื้อลด 70% ในเดือนเม.ย.เตรียมเจรจาลูกค้าขอปรับราคาขึ้น 20%
นายวงศ์ชัย ศรีไทย อุปนายกสมาคมเซรามิก ลำปาง เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการเซรามิกในจังหวัดลำปางได้รับผลกระทบอย่างมากจากการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ซึ่งในเดือนเม.ย. 2555 จะขึ้นราคาอีกครั้งเป็นครั้งที่ 4 ทำให้ราคาแอลพีจีอยู่ที่ระดับ 30.13 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ปรับขึ้นราคาไตรมาสละ 3 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีคำสั่งซื้อลดลงไปแล้วกว่า 70% และบางส่วนต้องงดรับคำสั่งซื้อ เพราะไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าตามต้นทุนได้
ทั้งนี้ ในเดือนเม.ย. 2555 ผู้ประกอบการจะเจรจากับลูกค้าขอปรับราคาสินค้าขึ้นประมาณ 20% จากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทของรัฐบาล รวมกับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการขึ้นราคา 20% ผู้ประกอบการได้รับภาระไว้แล้วครึ่งหนึ่ง และได้ผลักไปยังยังราคาสินค้าอีกครึ่งหนึ่ง เพราะหากคิดตามต้นทุนที่เพิ่มจริงๆ มากกว่า 20%แน่นอน เนื่องจากแค่ราคาแอลพีจีก็ขึ้นมากว่า 40% แล้ว
เมื่อปรับราคาแล้วคงต้องรอดูถึงเดือนพ.ค.ว่าลูกค้ารับราคาใหม่ได้หรือไม่ ถ้ารับได้ก็โอเค แต่ถ้ารับไม่ได้ผู้ประกอบการคงต้องปิดกิจการแล้วไปหาอาชีพใหม่ทำแทน” นายวงศ์ชัย กล่าว
ขณะเดียวกัน ก็มีโรงงานบางแห่งที่ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนในปัจจุบันได้ ต้องหยุดผลิตสินค้าไปแล้วประมาณ 5-6 ราย จากผู้ประกอบการทั้งหมด 250 ราย ซึ่งกลุ่มที่หยุดผลิตเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางในจังหวัดลำปาง มีแรงงานกว่า 2,000 คน โดยผู้ประกอบการรายกลางเมื่อรับคำสั่งซื้อสินค้ามาแล้วจะกระจายคำสั่งซื้อไปยังผู้ประกอบการรายเล็กในคลัสเตอร์ให้ช่วยกันผลิต ดังนั้นเมื่อรายกลางปิด รายเล็กย่อมส่งผลกระทบตามกันไปเป็นลูกโซ่
นอกจากนี้ การจะให้ผู้ประกอบการย้ายฐานการผลิตไปอยู่ที่อื่นๆ ในกลุ่มเซรามิกคงยาก เพราะส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ไม่มีความสามารถที่ย้ายไปที่อื่น ทำได้อย่างเดียวคือ ปิดกิจการแล้วไปหาอาชีพอื่นทำแทน
นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบมากจากการปรับขึ้นราคาแอลพีจี โดยเฉพาะกลุ่มแก้วและกระจก ซึ่งอยู่ระหว่างการหาแหล่งการผลิตใหม่ โดยตอนนี้กำลังรอความชัดเจนจากภาครัฐเรื่องการวางแนวท่อก๊าซ หากมีความชัดเจนก็จะย้ายไปตั้งโรงงานในแนวท่อก๊าซ แต่หากไม่ชัดเจนคงจะย้ายออกไปต่างประเทศ เช่น พม่า และเวียดนาม เพราะเป็นมีแหล่งพลังงาน และแร่ทรายแก้ว
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเบื้องต้นผู้ประกอบการได้นำน้ำมันขี้โล้มาใช้แทน เป็นน้ำมันเกรดต่ำ เนื่องจากต้นทุนถูก แต่การผลิตต้องผลิตให้ดีกว่าเดิม เพื่อคงคุณภาพสินค้า ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น หลีกเลี่ยงการใช้แอลพีจีในราคา 1,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน
สำหรับผู้ประกอบการที่ใช้ถังหลอด 48 กิโลกรัม คงยังอยู่ได้อีก 2 ปี เพราะใช้ราคาครัวเรือนโดยรัฐบาลจะตรึงไว้ในอีก 2 ปี ตามมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ส่วนที่ใช้ถังขนาดใหญ่กว่า 48 กิโลกรัมจะลำบาก







