
ผ่าสเปก CCTV ตาทิพย์พันล้านจับเงาโจร
โดย...ทีมข่าว กทม.
โดย...ทีมข่าว กทม.
กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ฯ วันนี้กลายเป็น "พื้นที่อันตราย" ไปแล้วสำหรับคนเมือง แม้กระทั่งบ้านนายกรัฐมนตรียังโดนมือดีปาอุจจาระใส่
...แล้วชาวบ้านตาดำๆ จะอุ่นใจได้อย่างไร?
เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า กล้องอิเล็กทรอนิกส์วงจรปิด หรือ "กล้องซีซีทีวี" ที่ติดอยู่ตามจุดต่างๆ ไร้ประโยชน์ เพราะหลังเกิดเหตุร้ายเจ้าหน้าที่มักพบว่า กล้องชำรุด ภาพไม่ชัด ย้อนดูภาพไม่ได้ แสงไม่พอ ฯลฯ ไม่สามารถระบุรูปพรรณสัณฐานคนร้ายได้เลย
การติดตามจับกุมคนร้ายจึงต้องพึ่งพากล้องของเอกชนที่มีคุณภาพสูงและเป็นหลักฐานชั้นดีในการช่วยคลี่คลายคดี ไม่ว่าจะเป็นกล้องหน้าธนาคาร ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าทองตู้เอทีเอ็ม ร้านสะดวกซื้อ
ภายในเดือนธ.ค.ปีนี้ กทม.ตั้งเป้าติดตั้งกล้องวงจรปิดให้ได้ถึง 17,369 กล้อง และภายในปีงบประมาณ 2554 ตั้งเป้าติดตั้งให้ครบ 2 หมื่นตัว เพื่อหวังบันทึกภาพเหตุการณ์ร้ายที่อาจเกิดขึ้น
กล้องที่ว่าสามารถบันทึกข้อมูลได้ 30 วัน มีศูนย์ควบคุมสั่งการกล้องวงจรปิดอยู่ที่ศาลาว่าการกทม. และมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบตลอด 24 ชั่วโมง
กล้องรุ่นนี้ 95% ใช้เพื่อตรวจสอบสภาพการจราจร โดยในอนาคตอันใกล้นี้เตรียมจะติดตั้งให้ครอบคลุมจุดเสี่ยงในพื้นที่กทม. ที่มีมากถึง 5,365 แห่ง โดยอยู่ระหว่างจัดซื้อกว่า 1,000 ล้านบาท
แต่คำถามก็คือ กล้องมูลค่านับพันล้านจะมีประสิทธิภาพสมราคาแค่ไหน?
ปิยะ (สงวนนามสกุล) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทีวีวงจรปิด อธิบายว่า ระบบซีซีทีวีเป็นการส่งสัญญาณภาพจากกล้องที่ติดตั้งตามจุดต่างๆ มายังจอมอนิเตอร์ ประกอบด้วยกล้อง เลนส์ เครื่องเลือก/สลับภาพ จอภาพเครื่องบันทึกภาพ อุปกรณ์เสริม ระบบการควบคุม และอื่นๆ
กล้องที่นิยมใช้ในปัจจุบันพอจะแบ่งเกรดตัวรับภาพของกล้องวงจรปิดได้ 2 แบบ แบกแรกคือ ซีมอส (CMOS) ราคาถูก คุณภาพต่ำและอีกแบบที่ดีกว่าคือ ซีซีดี (CCD) คุณภาพปานกลาง-สูง
ปิยะ บอกว่า คุณภาพของตัวกล้องก็มีส่วนสำคัญ ส่วนจะเลือกใช้แบบภาพสีหรือขาวดำ ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้และสถานที่ เช่น กล้องสีควรใช้งานกับซูเปอร์มาร์เก็ต มินิมาร์ต หรือร้านทอง เพราะสามารถแยกแยะรายละเอียดได้ดี ส่วนกล้องขาวดำเป็นกล้องที่ใช้แสงในการรับภาพต่ำมาก ใช้ได้ดีเวลากลางคืน เหมาะสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า เคาน์เตอร์เก็บเงินลานจอดรถ ปั๊มน้ำมัน เน้นงานรักษาความปลอดภัยเป็นหลัก
ทุกวันนี้กล้องที่นิยมใช้ในหน่วยราชการส่วนใหญ่มักไม่ต่างกันนัก โดยมักเน้นกล้องที่ใช้ได้ทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน หรือ Day Night มีชุดรับสัญญาณภาพเป็นชนิด CCD มีขนาดไม่เล็กกว่า 1/3 นิ้ว ความละเอียดของภาพไม่น้อยกว่า 752x582 พิกเซล มีความเร็วในการจับภาพปรับได้ตั้งแต่ 1/50 ถึง 1/10,000 วินาทีหรือดีกว่า หากได้สเปกระดับนี้ก็ถือว่าใช้งานในขั้นดีแล้ว
เมื่อเทียบชั้นแต่ละยี่ห้อ ปิยะ บอกว่า สินค้าจากญี่ปุ่นและไต้หวันมีคุณภาพเหนือชั้นกว่ากล้องจากจีนที่ราคาถูก สินค้าไม่มีคุณภาพ อายุการใช้งานสั้น 3 เดือนถึง 2 ปี
ปัญหาสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือ เครื่องบันทึกภาพระบบดิจิตอล มาตรฐานคือขนาด 16 ช่อง รับสัญญาณจากกล้องได้ 16 ตัว ต้องสามารถสลับภาพพร้อมกันได้ โดยไม่มีข้อมูลสูญหาย ต้องแสดงการแบ่งหน้าจอแบบ 1 ภาพ4 ภาพ 9 ภาพ และ 16 ภาพ แสดงภาพได้ไม่น้อยกว่า 25 ภาพต่อวินาที
เมื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติพื้นฐานในมุมมองของผู้สันทัดกรณีแล้ว เครื่องมือในมือหน่วยราชการทั้งตำรวจ ทหาร และกทม. ขณะนี้ถือว่าเยี่ยมยอดไม่แพ้ใครในโลก
ทว่าเมื่อต้องใช้งานจริงกลับ "สอบตก" อย่างไม่น่าให้อภัย ซึ่งต้องตรวจสอบกันว่าจุดบกพร่องอยู่ที่ "อุปกรณ์" หรือ "ผู้ใช้งาน" กันแน่
ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์







