
โรงกลั่นขานรับเพิ่มสำรองน้ำมัน
โรงกลั่นน้ำมันขานรับนโยบายรัฐแจงแนวทางเพิ่มสำรองน้ำมันในประเทศหากปิดช่องแคมฮอร์มุสยันมีใช้อย่างน้อย64วันไม่กระทบ
โรงกลั่นน้ำมันขานรับนโยบายรัฐแจงแนวทางเพิ่มสำรองน้ำมันในประเทศหากปิดช่องแคมฮอร์มุสยันมีใช้อย่างน้อย64วันไม่กระทบ
นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมว.พลังงาน เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับผู้บริหารโรงกลั่นน้ำมันเรื่อง การเตรียมพร้อมกับภาวะวิกฤตหากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุส ว่า ทางโรงกลั่นน้ำมันให้ความร่วมมือสนับสนุนนโยบายกระทรวงพลังงานในการจัดทำแนวทางการเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันในประเทศ โดยยืนยันหากเหตุการณ์เลวร้ายสุดไม่สามารถขนส่งน้ำมันมาไทยได้จะมีน้ำมันสำรองไว้ใช้อย่างน้อย 64 วัน
“ถ้าสถานการณ์ในอิหร่านรุนแรงมากขึ้นและเริ่มส่งผลกระทบมากกว่านี้ กระทรวงพลังงานจะนำมาตรการประหยัดพลังงานออกมาใช้ควบคู่ไปด้วย ซึ่งมีหลายแนวทาง และอาจได้เห็นการควบคุมการใช้รถยนต์แบ่งเป็นวันคู่หรือวันคี่ก็ได้ แต่เท่าที่ทราบเหตุการณ์ล่าสุดเริ่มไปในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งหวังว่าจะเริ่มคลี่คลาย”นายอารักษ์กล่าว
ด้านนายสุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้ที่บริหาร บริษัทไทยออยล์ ในฐานะประธานกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากการหารือร่วมกับโรงกลั่นน้ำมัน ถึงความพร้อมในการจัดเตรียมปริมาณสำรองน้ำมัน ในภาพรวมจะมีน้ำมันใช้ได้อย่างน้อย 64 วัน เมื่อรวมทั้งการสำรองน้ำมันตามกฎหมายและการเก็บสต๊อกน้ำมันในรูปแบบต่างๆ
ทั้งนี้รูปแบบการสต๊อกน้ำมันประกอบไปด้วย 1.การสำรองน้ำมันตามกฎหมายกำหนดไว้ 18 วัน แต่ในจำนวนดังกล่าวจะมีน้ำมันที่ใช้ได้ทันที 12 วัน 2. ปริมาณน้ำมัน working stock 11 วัน 3.การสำรองน้ำมันสำเร็จรูป 19 วัน และ 4. ปริมาณน้ำมันที่มีการตกลงสัญญาซื้อขายและอยู่ระหว่างการขนส่งอีก 8.45 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นปริมาณน้ำมัน 13 วัน ซึ่งโดยรวมคิดเป็นปริมาณสำรอง 55 วัน
เมื่อพิจารณาจากความสามารถของโรงกลั่นน้ำมันจะสามารถเพิ่มสำรองน้ำมันได้อีก 9 วัน เป็น 64 วัน โดยจะเพิ่มจากการจัดหาคลังน้ำมัน หรือซ่อมบำรุงถังน้ำมันเดิมที่ยังไม่ได้ใช้งาน คาดการณ์จะเก็บน้ำมันได้เพิ่มอีก4.68 ล้านบาร์เรล หรือประมาณ 7 วัน ส่วนการสำรองน้ำมันที่เพิ่มได้อีก 2 วัน จะมาจากการเพิ่มในส่วน working stock
ปัจจุบัน ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ หรือ UAE ประมาณ 2.75 แสนบาร์เรล/วัน เทียบกับความต้องการใช้ อยู่ที่ 5 แสนบาร์เรล/วัน ส่วนแหล่งน้ำมันอื่นๆจะมาจาก แอฟริกาตะวันตก แอฟริกาเหนือ เอเชียกลางและ ออสเตรเลีย ซึ่งจากการประเมินความพร้อมจะไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน
ด้านนายณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงมารการประหยัดพลังงาน มีหลายแนวทางที่เตรียมไว้ ทั้งการประหยัดน้ำมันโดยจำกัดความเร็วของรถยนต์ที่วิ่งไม่เกิน 90 กม./ชม. การห้ามส่งออกน้ำมันที่ผลิตได้ในประเทศ การผ่อนผันมาตรฐานน้ำมันที่ใช้ในประเทศ เพื่อให้สามารถใช้น้ำมันที่ผลิตได้ในประเทศ และการใช้ประโยชน์จากความร่วมมือระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียน ในการจัดหาน้ำมันให้กับประเทศที่ประสบกับการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งมาตการเหล่านี้จะนำมาใช้เมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์น้ำมันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต







