posttoday
นักลงทุนแนะยิ่งลักษณ์ เยือนญี่ปุ่นไม่ให้คว้าน้ำเหลว

นักลงทุนแนะยิ่งลักษณ์ เยือนญี่ปุ่นไม่ให้คว้าน้ำเหลว

05 มีนาคม 2555

งานหนักของรัฐบาลในขณะนี้ที่ต้องเร่งดำเนินการ คงหนี้ไม่พ้นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักลงทุนและประชาชนให้กลับมา

งานหนักของรัฐบาลในขณะนี้ที่ต้องเร่งดำเนินการ คงหนี้ไม่พ้นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักลงทุนและประชาชนให้กลับมา

หลังจากที่ประสบมหาอุทกภัยเมื่อปลายที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจที่ลงทุนอยู่ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานีได้รับความเสียหายอย่างหนัก จนนักลงทุนหลายรายเริ่มมีความคิดที่จะย้ายการลงทุน ปิดกิจการออกไปจากประเทศไทย รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อนักลงทุนรายใหม่ที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะเข้ามาลงทุนในเมืองไทยหรือไม่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนญี่ปุ่น ที่ถือว่ามีสัดส่วนการลงทุนในเมืองไทยมากที่สุด และส่วนใหญ่ตั้งโรงงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่ง ที่ได้รับผลกระทบ ต่างก็มีการลงทุนจากญี่ปุ่นอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมไม่น้อยกว่า 80% เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ที่ญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานการผลิตส่งสินค้าไปขายทั่วโลก

ดังนั้น คณะรัฐบาลไทยที่นำโดย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงจัดคณะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 6-9 มี.ค. มีภารกิจสำคัญคือ การไปสร้างความเชื่อมั่น ตอกย้ำความมั่นใจ และเชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่นให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย

จากการสอบถามภาคเอกชนในฐานะผู้นำธุรกิจที่อยู่ในเมืองไทย และนักวิชาการ ลองมาดูกันว่าคำตอบไหนที่นักธุรกิจอยากได้ยินจากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เพื่อเป็นคำตอบที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กลับคืนมาได้

ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า อย่างแรกที่ต้องการฟังจากรัฐบาลคือ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม มีแผนงาน และกรอบเวลาการทำงานที่ชัดเจน พร้อมผลของการดำเนินการ เพื่อให้นักธุรกิจสามารถตัดสินใจวางแผนการดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เนื่องจากขณะนี้นักธุรกิจหลายรายอยู่ระหว่างการรอแผนการจัดการน้ำของรัฐบาล เพื่อปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้อง

นักลงทุนแนะยิ่งลักษณ์ เยือนญี่ปุ่นไม่ให้คว้าน้ำเหลว

2.รัฐบาลจะสร้างความสมานฉันท์ ความปรองดองในประเทศ โดยรัฐบาลจำเป็นต้องดูแลทุกฝ่ายให้อยู่ภายใต้กฎหมาย และยุติปัญหาการเมือง เพราะความกังวลหนึ่งที่อยู่ในใจของนักลงทุน คือ ปัญหาด้านการเมือง เนื่องจากส่วนใหญ่เกรงว่าการเมืองจะเข้ามามีผลกระทบต่อนโยบายของรัฐบาล ซึ่งอาจทำให้การดำเนินการล่าช้า หรือหยุดชะงักลง หรืออาจก่อให้เกิดความไม่ต่อเนื่องในการดำเนินการ

3.รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการดูแลนักลงทุนทั้งในประเทศและนักลงทุนต่างชาติ โดยมีมาตรการเยียวยาดูแลที่เหมาะสม หากเกิดปัญหาภัยธรรมชาติ หรือปัญหาที่อาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในเมืองไทย ซึ่งในเรื่องนี้การตั้งกองทุนประกันภัยน่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ส่วนหนึ่ง

4.เสถียรภาพทางการเมืองจะเข้มแข็ง อยู่ในเงื่อนไขของประชาธิปไตย และไม่นำไปสู่ความวุ่นวาย โดยเฉพาะขณะนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็อยู่ในความสนใจของนักลงทุนเช่นเดียวกัน เนื่องจากอาจเป็นเหตุนำพาไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองได้ จึงต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส

สุดท้าย รัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุนในเรื่องการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว เช่น การคมนาคม ขนส่ง เพื่อจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในเมืองไทย ทั้งนักลงทุนรายเก่าและนักลงทุนรายใหม่ให้สามารถมองเห็นอนาคตและทิศทางธุรกิจในประเทศไทย

พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะเกิดจาก 1.รัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์ด้านการค้าและการลงทุนระยะยาวอย่างชัดเจน โดยวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 20 ปี เพื่อให้นักลงทุนมองเห็นทิศทางของประเทศไทย และกลุ่มไหนที่เห็นว่ามีความสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศของไทยได้จะเข้ามาร่วมทำการค้าและลงทุนในเมืองไทย

2.การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน เพื่อให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว เนื่องจากการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมการค้าต้องควบคู่กับการอยู่ร่วมกับสังคมอย่างยั่งยืน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นสิ่งที่สังคมโลกให้ความสำคัญและมีผลต่อการค้าและการผลิตสินค้าอย่างมาก ส่วนด้านสังคมต้องมีการพัฒนาการศึกษา ผลิตบุคลากรให้สอดคล้องกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานหลักที่นักลงทุนนำมาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจลงทุน

3.รัฐบาลจะพัฒนาศักยภาพของผู้บริโภคในประเทศ เช่น ผู้บริโภคต้องมีความรู้ในการบริโภคสินค้า รู้จักใช้สินค้าที่ได้มาตรฐาน รับประทานอาหารที่ปลอดภัย และมีการบริหารการเงินที่ดี เพราะไทยจะมาผลิตหรือค้าขายเก่งอย่างเดียวไม่ได้ เนื่องจากการเข้ามาลงทุนในเมืองไทยส่วนหนึ่งนักลงทุนก็หวังที่จะเข้ามาครองส่วนแบ่งตลาดในประเทศเช่นเดียวกัน หากคนไทยยังต้องกู้เงินมาบริโภค ก็คงจะไม่เป็นที่น่าสนใจ 4.รัฐบาลจะบริหารประเทศอย่างโปร่งใส เลือกคนที่มีความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ เพราะแม้ว่าจะมีนโยบายที่ดีแค่ไหน หากคนทำงานไม่มีประสิทธิภาพ นโยบายนั้นย่อมไม่เกิดประโยชน์สูงสุด

5.ไม่ทุจริต คอร์รัปชัน หรือลดให้มีน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เรื่องนี้ถือเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจ และเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อประเทศอย่างมาก

ขณะมุมมองของนักวิชาการ ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า คำตอบง่ายๆ ที่เชื่อว่าทุกคนต้องการจะได้ยินคือ น้ำจะไม่ท่วมอีกแน่นอน และน้ำท่วมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ก่อให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจอย่างมาก

2.รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่น โดยการยืนยันว่ามีเครื่องมือในการดำเนินการ บริหารจัดการน้ำอยู่ในมือ และพร้อมจะดำเนินการทันที เช่น มีเงินพร้อมมาลงทุนสร้างระบบป้องกันน้ำต่างๆ มีกฎหมายที่เอื้อต่อการบริหารจัดการน้ำ และมีเอกภาพในการบริหารจัดการ

3.มีมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมทั้งกับสถานการณ์ปัจจุบันและสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การปล่อยสินเชื่อ หรือการประกันภัยธุรกิจ เป็นต้น 4.รัฐบาลจะต้องให้ความเชื่อมั่นต่อนักธุรกิจว่ามาลงทุนในเมืองไทยจะไม่มีความเสี่ยงทางธุรกิจ เศรษฐกิจจะเจริญเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ 5-6% เป็นต้น

5.ไทยมีแผนการที่จะพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว เช่น รถไฟ ระบบชลประทาน เพื่อให้นักลงทุนเห็นถึงความน่าลงทุนและน่าจะเข้ามาทำการค้าในเมืองไทย

ทั้งนี้ การที่นายกรัฐมนตรีมีโอกาสได้เดินทางไปให้ความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนจะมีความสำคัญมาก เพราะนักลงทุนจะได้ฟังเรื่องเหล่านี้จากปากนายกรัฐมนตรีเอง และจะมีโอกาสซักถาม แนะนำ เรื่องต่างๆ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยมากที่สุด แต่จะเห็นได้ว่านอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องน้ำท่วมแล้ว นักธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงต้องการทราบถึงแผนการพัฒนาประเทศในระยะยาว ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำท่วมอย่างเดียว แต่เป็นทิศทางการพัฒนาประเทศของไทยด้วย

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน