
สภาพคล่องเสริมหุ้นไทย
จากมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องทางการเงินของกลุ่มผู้นำเศรษฐกิจโลก
โดย...พงษ์พันธ์ อภิญญากุล
จากมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องทางการเงินของกลุ่มผู้นำเศรษฐกิจโลก เพื่อแก้ปัญหาหนี้สาธารณะในสหรัฐและกลุ่มประเทศยุโรป ทั้งการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ประกาศใช้นโยบายคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำที่ 0% ต่อไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปีข้างหน้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และการที่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปใช้มาตรการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป เช่น การตัดลดค่าใช้จ่ายของประเทศ และการลดมูลหนี้ (Hair Cut) เพื่อช่วยลดภาระหนี้สาธารณะ ซึ่งจากปัญหาดังกล่าวส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้อยู่ในระดับต่ำ ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่ทำให้ผู้ลงทุนอาจไม่สามารถรักษาความสามารถในการซื้อได้ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจทำให้มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้จากผู้ออกตราสารหนี้ ดังนั้นการลงทุนในตราสารหนี้จึงไม่จูงใจนัก ทำให้การลงทุนในหุ้นเป็นทางเลือกที่ผู้มีเงินออมสนใจลงทุนมากขึ้น เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ส่งผลให้ในช่วงที่ผ่านมามีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นของภูมิภาคเอเชียจำนวนมหาศาล เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มีอัตราการเติบโตสูงการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก และมีปริมาณหนี้สาธารณะที่ต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว
ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา จากกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้า โดยคิดเป็นมูลค่า ณ สิ้นเดือน ม.ค.ปีนี้ อยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะยังมีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ยังแข็งแกร่ง และคาดว่าปีนี้บริษัทจดทะเบียนชั้นนำของไทยจะมีการเติบโตของผลกำไร คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ที่ประมาณ 15% ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคของไทยที่ยังแข็งแกร่ง ทำให้ตลาดหุ้นไทยในปีนี้ยังคงสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ ทั้งนี้คาดว่ากรอบอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ในปี 2555 ที่เหมาะสมจะอยู่ในระดับ 1013 เท่า หรือช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีกรอบการซื้อขายที่ระดับ 1,020-1,250 จุด
อย่างไรก็ดี ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังคงมีความเปราะบางจากการปรับทิศทางของการไหลออกของกระแสเงินลงทุน จากการทำกำไรของนักลงทุนต่างชาติเมื่อดัชนีปรับตัวสูงขึ้น หรือในกรณีที่เกิดปัจจัยเสี่ยงด้านการเมือง หรือข้อมูลทางเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งจะส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลงได้ แต่หากพิจารณาจากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองครั้งที่ผ่านมาเมื่อปี 2553 ได้ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับลดลงจากระดับ 1,100 จุด สู่ระดับ 855 จุด โดยมี P/E Ratio เฉลี่ยที่ระดับ 9 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ต่ำมาก เนื่องจากมีปัจจัยหนุนด้านการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน ทำให้นักลงทุนไทยยังคงเข้าลงทุนในหุ้นอยู่ และเมื่อปัญหาคลี่คลายตลาดหุ้นก็สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นคาดว่าหากต่อไปเกิดความขัดแย้งทางการเมืองอีกครั้ง นักลงทุนไทยทั้งประเภทบุคคลและกองทุนรวม จะยังคงมีความเชื่อมั่นในการลงทุนในหุ้นไทยต่อไป เนื่องจากการเติบโตของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และมีอัตราจ่ายปันผลในระดับสูง
ทางด้านกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ เป็นจังหวะที่ดีสำหรับผู้ลงทุนที่รอลงทุนในหุ้น โดยแนะนำให้เลือกการลงทุนแบบกำหนดผลตอบแทนเป้าหมาย (Absolute Return) โดยผู้ลงทุนต้องมีวินัยในการลงทุนที่ชัดเจน และเน้นให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหุ้นรายตัวโดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของหุ้น เช่น หุ้นในกลุ่มขนาดใหญ่ที่มีการเติบโต และกลุ่มหุ้นที่ปรับตัวตามวัฏจักรธุรกิจ หรือกลุ่มหุ้นปรับตัวตามเศรษฐกิจในประเทศ และผู้ลงทุนจะต้องกำหนดเป้าหมายผลตอบแทน เพื่อผู้ลงทุนจะได้สามารถจับจังหวะการทำกำไรจากราคาหุ้นที่มีการปรับเพิ่มขึ้นได้
ทั้งนี้ การลงทุนในกองทุนรวมประเภท Target Fund ที่มีการกำหนดเป้าหมายผลตอบแทนที่แน่นอนภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด และปิดกองทุนเมื่อผลตอบแทนถึงตามเป้าหมาย เช่น เป้าหมายผลตอบแทนที่ 9% ใน 1 ปี ถือเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ หากผู้ลงทุนต้องการให้ผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้ดูแลพอร์ตการลงทุน ติดตามข้อมูลตลาด บทวิเคราะห์หุ้นต่างๆ ตลอดทั้งจับจังหวะทำกำไรให้กับกองทุน ทำให้ผู้ลงทุนสามารถจำกัดความเสี่ยงจากการลงทุนได้ โดยผู้ลงทุนจะต้องพิจารณานโยบายและเป้าหมายผลตอบแทนของกองทุนรวมที่เลือกลงทุน ว่าเหมาะสมกับภาวะตลาดหุ้นในขณะนั้น และสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดหุ้นในช่วงระยะเวลาที่ลงทุนหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อให้ท่านสามารถมีโอกาสได้รับผลตอบแทนตามเป้าหมายของการลงทุน







