
ยูโรป่วนสินทรัพย์เสี่ยง
จี20เลื่อนเพิ่มทุน‘ไอเอ็มเอฟ’ ทรีนีตี้ให้จับตายุโรปอัดฉีดเงิน
จี20เลื่อนเพิ่มทุน‘ไอเอ็มเอฟ’ ทรีนีตี้ให้จับตายุโรปอัดฉีดเงิน
นักลงทุนแห่ขายสินทรัพย์เสี่ยง ตื่นเยอรมนีตั้งแง่ช่วยกรีซ จี20 ยังไม่เพิ่มทุนไอเอ็มเอฟห่วงสร้างปัญหายุโรป
วันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงแรง ราคาทองคำน้ำมันลดลง และค่าเงินบาทอ่อนค่าลงตามเงินเอเชีย ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไม่ผ่านจุดสำคัญ 1,148 จุด มาปิดที่ระดับ 1,135 บาท ร่วงลง 11.10 จุด หรือ 0.97% หลังจากที่ประชุมจี20 เลื่อนการตัดสินใจเพิ่มทุนให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงเป็นเพราะรับข่าวผลการประชุม G20 เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กรณีประเทศเยอรมนีแสดงท่าทีไม่ให้การสนับสนุนการเพิ่มเงินช่วยเหลือประเทศกรีซ ก่อให้เกิดความกังวลถึงการแก้ปัญหาวิกฤตหนี้ยุโรป
นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังแสดงความกังวลถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปด้วย ผลพวงของปัจจัยเหล่านี้ทำให้ดัชนีหุ้นยุโรปเปิดตลาดปรับตัวลดลง ซึ่งตรงกับการซื้อขายภาคบ่ายของไทยในวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้ดัชนีหุ้นไทยเปิดตลาดภาคบ่ายปรับตัวลดลงแรง
“เป็นการขายทำกำไรระยะสั้น แต่ก็ให้ติดตามแนวรับที่ระดับ 1,129 จุด หากหลุดมีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีก แต่กรณีไม่หลุดแนวรับระดับนี้มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นมองแนวต้านที่ 1,170 จุด” นายกวี กล่าว
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ความเสี่ยงของตลาดหุ้นได้สูงขึ้น กรณีดัชนีหุ้นลดลงนี้ ถือเป็นโอกาสเข้าไปเก็งกำไรระยะสั้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี แต่ไม่แนะนำสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการถือระยะกลาง
น.ส.ธริศา ชัยสุนทรโยธิน ผู้อำนวยการอาวุโส บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า เป็นการปรับฐานระยะสั้นของตลาดตามความผันผวนของปัจจัยในต่างประเทศกรณีผลการประชุม G20 นอกจากนี้ เชื่อว่าในระยะสั้นดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสแกว่งตัวลดลงได้อีกในแนวรับระดับ 1,120 จุด
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมยังมีโอกาสปรับตัวบวกแตะระดับ 1,150 จุด แต่ขึ้นอยู่กับว่าปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันจะต้องมากกว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อวัน ส่วนหนึ่งเป็นการยืนยันถึงการเข้าลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ และบริษัทยังคงเป้าหมายดัชนีปีนี้ที่ระดับ 1,264 จุด
สำหรับระยะนี้มองว่ายังเข้าลงทุนได้แนะนำให้เลือกกลุ่มที่เป็นเป้าหมายการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเป็นหลัก ในกลุ่มบลูชิพ เช่น ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) บริษัท ปตท. (PTT) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) บริษัท บ้านปู (BANPU) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP)
ด้านนายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ กล่าวถึงประเด็นมาตรการปล่อยเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ระยะเวลา 3 ปี แบบไม่จำกัดจำนวนรอบที่ 2 (LTRO II) ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 29 ก.พ. ที่ต้องตามอย่างใกล้ชิดเพราะจะกระทบต่อค่าเงินยูโร ตลาดหุ้นทั่วโลก ตราสารหนี้ประเทศยุโรป และทองคำ
ทั้งนี้ นายวิศิษฐ์ได้แบ่งระยะเวลาของผลกระทบเป็นระยะสั้น (1 เดือน) และผลกระทบในช่วงถัดไป (2-3 เดือน) ซึ่ง ณ ขณะนี้ตลาดคาดปริมาณขอรับเงินกู้ที่ระดับ 5 แสนล้านยูโร ซึ่งใกล้เคียงกับมูลค่า LTRO รอบแรกในช่วงเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา
ทางฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ของบล.ทรีนีตี้ ได้คาดการณ์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น 3 กรณีหลัก คือ กรณีที่ 1 มูลค่าการขอรับเงินกู้อยู่ในระดับสูงกว่า 5 แสนล้านยูโรอย่างมีนัยสำคัญ (6 แสนล้านยูโรขึ้นไป) คาดว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจะคล้ายกับช่วงเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา คือในระยะสั้นจะเป็นผลดีต่อทั้งค่าเงินยูโร สินทรัพย์เสี่ยงเช่นหุ้น ตราสารหนี้ประเทศยุโรปโดยเฉพาะกลุ่ม PIIGS และราคาทองคำเนื่องจากปริมาณเงินกู้ที่สูงมากจะทำให้มีเม็ดเงินบางส่วนไหลเข้าหาทางเลือกการลงทุนต่างๆ ส่วนในระยะกลางคาดว่าค่าเงินยูโรจะกลับมาอ่อนค่าอีกครั้งหนึ่ง
กรณีที่ 2 มูลค่าการขอรับเงินกู้อยู่ในระดับ 5 แสนล้านยูโรหรือใกล้เคียง (4-6 แสนล้าน) คาดว่าจะไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระดับราคาสินทรัพย์ต่างๆ ในระยะสั้น เนื่องจากเป็นระดับที่ตลาดได้คาดการณ์ล่วงหน้าไว้
สุดท้ายมูลค่าการขอรับเงินกู้อยู่ใน ต่ำกว่า 5 แสนล้านยูโรอย่างมีนัยสำคัญเช่น 4 แสนล้านยูโรในช่วงแรกมีการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงรวมไปถึงค่าเงินยูโรและตราสารหนี้ยุโรป







