
หุ้นกู้สุดฮอตแบงก์-เอกชนแข่งออก
หลังถูกเก็บเพิ่มค่าธรรมเนียมต้นทุนถูกกว่าแถมเพิ่มกองทุน
หลังถูกเก็บเพิ่มค่าธรรมเนียมต้นทุนถูกกว่าแถมเพิ่มกองทุน
ธนาคารเรียงคิวออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ระยะยาว ล็อกต้นทุนหลังระดมเงินฝากแพง
นายอนุวัฒน์ เหลืองทวีกุล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารธนชาต เปิดเผยว่า ธนาคารมีแผนจะออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ระยะเวลา 10 ปี ภายในปีนี้ เพื่อเป็นช่องทางในการบริหารต้นทุนการระดมเงินฝากของธนาคารที่จะได้รับผลกระทบจากการเรียกเก็บเงินนำส่งเพิ่มขึ้น 0.07% และการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การลงทุนในตั๋ว บี/อี นอกจากนี้ยังเป็นการรองรับเกณฑ์การกำกับสถาบันการเงินรอบใหม่หรือบาเซิล 3 ซึ่งกำหนดให้ธนาคารต้องเพิ่มเงินกองทุนขั้นต่ำจาก 8% เป็น 10.5-13% ที่จะเริ่มมีผลในปี 2556
“เรายังเปิดเผยไม่ได้ว่าจะเป็นจำนวนเท่าใด เพราะอยู่ระหว่างยื่นไฟล์ลิงกับ กลต. แต่เชื่อว่าในปีนี้จะเห็นธนาคารไทยออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ระยะยาวกันมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากการที่ไม่ต้องถูกเก็บเงินนำส่ง และยังสามารถนับรวมเป็นกองทุนขั้นที่ 2 ได้อีกด้วย” นายอนุวัฒน์ กล่าว
ปัจจุบันธนาคารมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 13.7% โดยเป็นกองทุนขั้นที่ 1 ประมาณ 9% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ปัญหาของธนาคารไทยขณะนี้คือไม่สามารถเพิ่มกองทุนขั้นที่ 1 ได้ง่าย เหมือนธนาคารในต่างประเทศที่เพิ่มกันเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากหากมีการเพิ่มทุน ผู้ถือหุ้นจะไม่เข้าใจ และคิดว่าธนาคารมีปัญหา ทั้งที่ฐานะยังแข็งแกร่ง ดังนั้นจึงต้องไปเพิ่มในส่วนกองทุนขั้นที่ 2 เช่น การออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์แทน
นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ของธนาคารในปีนี้จะมีการระบุเงื่อนไขให้เรียกคืนได้หลังคบ 5 ปี เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะออกเกณฑ์ให้หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์สามารถนับเป็นกองทุนขั้นที่ 2 ได้ลดลงปีละ 10-20% หลังจากครบอายุ 5 ปีไปแล้ว
“แบงก์ต้องใส่เงื่อนไขไปด้วยว่าสามารถเรียกคืนได้หลัง 5 ปี เพราะหากนับเป็นกองทุนขั้นที่ 2 ได้ลดลง เท่ากับว่ามีต้นทุนเพิ่มขึ้นหรือขาดทุนทันที ซึ่งเรื่องนี้คงต้องพูดคุยกับลูกค้าให้เข้าใจก่อน” นายสุภัค กล่าว
นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ประเมินว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ปีนี้ตลาดตราสารหนี้ที่ออกขายในระบบจะสูงถึง 3 แสนล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะมีเพียง 2.5 แสนล้านบาท เนื่องจากในช่วง 2 เดือนแรกที่ผ่านมา ทั้งภาคเอกชนและธนาคารพาณิชย์มีการ ออกหุ้นกู้ไปแล้วจำนวนมาก แบ่งเป็นเดือน ม.ค. 2 หมื่นล้านบาท และเดือน ก.พ. มีการออกหุ้นกู้จนถึงขณะนี้ไปแล้วกว่า 3 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการออกหุ้นกู้ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์







