posttoday
กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน

กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน

03 มีนาคม 2553

 

 

....สมาคมบริษัทจัดการลงทุน

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การขนส่ง การสื่อสาร สาธารณูปโภค เช่น น้ำและสิ่งแวดล้อม ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการทำให้เศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจใหม่ (Emerging Countries) ต่างๆ ทั่วโลกมีการเติบโตสูงขึ้น โดยสถิติที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่ายิ่งระดับการพัฒนาของประเทศยิ่งสูง ความจำเป็นในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย สำหรับประมาณการเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานประเทศในแถบเอเชีย ช่วงปี 25492558 อยู่ที่ 596,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยเงินลงทุนที่มีมูลค่าสูงมากนี้ การใช้งบประมาณขาดดุลของภาครัฐอาจไม่เพียงพอทำให้ภาคเอกชนมีโอกาสเข้ามาลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยยังเป็นการกระจายความเสี่ยงของโครงการมากขึ้นด้วย

นอกจากนั้น ยังได้มีการประมาณการความต้องการลงทุนของไทยในกิจการโครงสร้างพื้นฐาน ในช่วงปี 25512555 ว่ามีมูลค่าสูงถึง 92,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มูลค่า 226,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 41 ของ GDP และด้วยภาระหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นและความต้องการใช้เงินเพื่อลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงทำให้ภาครัฐมีความจำเป็นต้องบริหารหนี้สินของประเทศ โดยการกระจายแหล่งเงินกู้ จากเดิมที่เป็นการกู้ภายในหรือต่างประเทศกับสถาบันการเงินรายใหญ่ มาเป็นการกู้ผ่านผู้ลงทุนรายย่อย ซึ่งที่ผ่านมาก็คือการระดมทุนโดยการออกพันธบัตรออมทรัพย์เสนอขายให้กับผู้ลงทุนรายย่อย

อย่างไรก็ตาม ในปี 2552 ที่ผ่านมา ภาครัฐได้มีแนวคิดที่จะจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เพื่อระดมทุนจากนักลงทุนทั่วไป ซึ่งในเบื้องต้นรัฐวิสาหกิจที่คาดว่ามีความพร้อมจะระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เป็นวงเงินประมาณ 27,000 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังและกระทรวงเจ้าสังกัด อยู่ระหว่างเสนอแผนต่อ ครม. ในช่วงต้นปี 2553 นอกจากนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างออกกฎเกณฑ์ในการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานอีกด้วย

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานมีลักษณะเป็นกองทุนปิดที่จะลงทุนในทรัพย์สินของกิจการที่มีการระบุไว้ชัดเจน โดยกองทุนมักลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป อาทิ ระบบขนส่งทางราง (รถไฟ, รถไฟฟ้า) ประปา ไฟฟ้า ถนน ทางพิเศษ สนามบิน ท่าเรือ โทรคมนาคม เป็นต้น ซึ่งกิจการเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศทั้งสิ้น

ลักษณะการเสนอขายหน่วยลงทุนนั้นจะเหมือนกับการขายหน่วยลงทุนกองทุนอสังหาริมทรัพย์แก่ผู้ลงทุนสถาบันและรายย่อย และเนื่องจากกองทุนปิดรูปแบบนี้มักเป็นโครงการลงทุนระยะยาวตั้งแต่ 1020 ปีขึ้นไป กองทุนนี้จึงจำเป็นต้องมีตลาดรองแก่ผู้ลงทุน โดยจะไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้มีสภาพคล่องในกรณีที่ผู้ลงทุนมีความต้องการใช้เงิน

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานนี้ ผู้ลงทุนจะมีสถานะเป็นเจ้าของในสินทรัพย์ อาทิ ที่ดิน/อาคาร หรือสิทธิที่จะก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต หรือลงทุนในหุ้นของกิจการที่เป็นเจ้าของสินทรัพย์หรือสิทธิที่จะก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต ทั้งนี้ กองทุนสามารถลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างได้

ผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนประเภทนี้ก็คือ 1) เงินปันผลจากกระแสเงินสดในอนาคต (Future Cash Flow) ของกิจการโครงสร้างพื้นฐานที่กองทุนได้ลงทุน และ 2) กำไร (ขาดทุน) จากการซื้อขายในตลาดรอง ซึ่งความเสี่ยงของกองทุนประเภทนี้ก็คล้ายๆ กับกองทุนอสังหาริมทรัพย์

โดยทั่วๆ ไป คือ 1) ความเสี่ยงด้านความไม่แน่นอนของกระแสเงินสดหรือรายได้ในอนาคต 2) ความเสี่ยงของข้อกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิ และ 3) ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกองทุน

หลายๆ ประเทศในแถบเอเชียได้เปิดให้มีการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ จีน ไต้หวัน มาเลเซีย โดยมีกองทุนประเภทนี้ก่อนบ้านเรา ซึ่งกองทุนเหล่านี้มักดำเนินการเกี่ยวกับโครงการพลังงานลม โรงไฟฟ้า ท่าเรือ โครงข่ายโทรคมนาคม และโครงการเหล่านี้ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จึงเชื่อว่าในปีนี้ตลาดทุนบ้านเราน่าจะมีสินค้าใหม่ คือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และจะเป็นที่สนใจของนักลงทุนอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค