
เมินพรูเด็นเชียลฮุบเอไอเอ
สาระมั่นใจยังเป็นผู้เล่นหน้าเก่า หนุนช่วยผู้บริโภคมีทางเลือก
โพสต์ทูเดย์
— สาระ ไม่หวั่นหลังพรูเด็นเชียลซื้อประกันเอไอเอ ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นนายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า กรณีที่บริษัท พรูเด็นเชียล ซื้อประกันเอไอเอนั้น เห็นว่าไม่ใช่เรื่องแปลก และทั้งสองบริษัทก็ทำธุรกิจอยู่ในไทยมานานแล้ว ส่วนจะทำให้การแข่งขันธุรกิจประกันชีวิตในไทยรุนแรงขึ้นหรือไม่นั้น คงไม่มีผลกระทบเท่าไหร่ เพราะถึงอย่างไรไม่ว่าบริษัทไหนจะเข้าหรือออกจากการทำธุรกิจประกันชีวิตในไทย การแข่งขันในแต่ละปีก็รุนแรงอยู่แล้ว ซึ่งในทางกลับกันจะส่งผลดีให้ผู้บริโภคได้มีทางเลือกถึงตัวผลิตภัณฑ์ที่เป็นแบบประกันชีวิตใหม่ๆ และได้รับการบริการที่ดีขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา บริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนล กรุ๊ป อิงค์ (เอไอจี) ประกาศทำสัญญาขายกลุ่มบริษัท เอไอเอ (AIA) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทประกันชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียให้แก่บริษัท พรูเด็นเชียล แห่งสหราชอาณาจักร ในราคาประมาณ 3.55 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
นายบ๊อบ เบนโมเช่ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอไอจี กล่าวว่า การขายเอไอเอให้แก่พรูเด็นเชียลนั้นจะทำให้เอไอจีสามารถชำระคืนให้แก่ผู้เสียภาษีได้เร็วยิ่งขึ้น และทำให้มีความคล่องตัวในการเดินไปข้างหน้าเพื่อปรับโครงสร้างของเอไอจี และมุ่งเน้นในการเพิ่มมูลค่าธุรกิจประกันภัยเป็นประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
ทั้งนี้ เอไอจีจะได้รับเงินสดประมาณ 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หุ้นสามัญและตราสารกึ่งหุ้นสามัญของพรูเด็นเชียลประมาณ 8,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และหุ้นบุริมสิทธิของพรูเด็นเชียลประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขึ้นอยู่กับการปรับรายละเอียดในขั้นตอนสุดท้าย
สำหรับเงินสดที่ได้รับจากการขายในครั้งนี้จะใช้ในการดำเนินการปรับโครงสร้าง และใช้เพื่อการชำระคืนในส่วนของหุ้นบุริมสิทธิประมาณ 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ที่ถือโดยธนาคารกลางแห่งสหรัฐ
“
การที่พรูเด็นเชียลรวมกับเอไอเอจะก่อให้เกิดบริษัทประกันชีวิตที่ยิ่งใหญ่ในตลาดเอเชีย” นายเบนโมเช่ กล่าวอย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการรวม 2 บริษัทเข้าเป็นบริษัทเดียวหรือไม่นายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า กรณีที่บริษัท พรูเด็นเชียลซื้อประกันเอไอเอนั้น เห็นว่าไม่ใช่เรื่องแปลก และทั้งสองบริษัทก็ทำธุรกิจอยู่ในไทยมานานแล้ว ส่วนจะทำให้การแข่งขันธุรกิจประกันชีวิตในไทยรุนแรงขึ้นหรือไม่นั้น คงไม่มีผลกระทบเท่าไหร่ เพราะถึงอย่างไรไม่ว่าบริษัทไหนจะเข้าหรือออกจากการทำธุรกิจประกันชีวิตในไทย การแข่งขันในแต่ละปีก็รุนแรงอยู่แล้ว ซึ่งในทางกลับกันจะส่งผลดีให้ผู้บริโภค







